14/08/2026
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วงการยานยนต์ไทยเคยตื่นเต้นกับการปรากฎตัวของรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยในวันที่ ณ ขณะนั้นผู้คนยังตั้งคำถามเกี่ยวกับรถ EV มากมายไม่ว่าจะเป็นสมรรถณะ คุณภาพ ความคุ้มค่า หรือแม้แต่เหยียดหยันกันว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าติดล้อมากกว่าเป็นรถยนต์
MINE Mobility ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เคยเป็นข่าวโด่งดังและเปิดให้จองสิทธิ์ในปี 2019 คือรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ไฟฟ้าฝีมือคนไทยรุ่น MINE SPA1
และดูเหมือนว่าน่าจะเป็นค่ายที่เอาจริงที่สุดในการกระโดดเข้ามาในตลาดรถ EV ในยุคที่รถจากจีนยังแทบไมได้เข้ามาตีตลาดในไทยมากขนาดนี้ เพราะหลังจากเปิดตัวก็ได้ดีลกับสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งมีการสั่งจองล่วงหน้าไว้สูงถึง 3,500 คัน
ทุกอย่างดูไปได้สวย มีการนำเสนอข่าวต่อเนื่องว่าไทยกำลังกลายเป็นผู้เล่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์มีแบรนด์ของคนไทย สัญชาติไทยจริงๆ เสียที แต่สุดท้ายผ่านไปไม่นาน MINE SPA1 ก็หายไปจากความสนใจ จนทุกวันนี้ผู้คนแทบลืมไปแล้วว่าเคยมีรถยี่ห้อนี้อยู่
สาเหตุหลักๆ ที่รถไม่ถูกผลิตออกมาขายจริงคือ วิกฤตโควิด-19 และการยกเลิกยอดจองแท็กซี่ ซึ่งเป้าหมายหลักของรถรุ่น MINE SPA1 ในตอนนั้นคือกลุ่มสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งมีการสั่งจองล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ภาคการท่องเที่ยวหยุดชะงักและผู้โดยสารหายไป ทำให้ทางสหกรณ์ต้องยกเลิกออเดอร์ดังกล่าว
ทางผู้บริหาร EA จึงตัดสินใจชะลอและพับโครงการรถยนต์รุ่นนี้ไป เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมภาระหนี้สินของกลุ่มแท็กซี่ที่กำลังลำบาก
และในช่วงโควิท 19 นี่เองเป็นช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเริ่มเข้ามาในไทยมากขึ้นจากนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้รถจีนเริ่มไหลเข้ามาด้วยมาตรการดึงดูดใจทางภาษีและผลจาก FTA อาเซียน-จีน ที่ทำให้รถ EV เข้ามาได้ในอัตรภาษีที่ต่ำ แลกเงื่อนไขการเข้ามาตั้งโรงงานในไทย
เมื่อมีรถจีนหลายรุ่นที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีสูงกว่า แถมเข้ามาในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ MINE มองแล้วว่าไม่อาจสู้ในตลาดนี้ได้ เพราะรัฐบาลก็ไม่ได้สนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์สัญชาติไทยขนาดนั้น
แทนที่จะดันทุรังทำตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีการแข่งขันสูงมาก EA ได้เปลี่ยนทิศทางไปเน้นผลิตและจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แทน เช่น รถบัสไฟฟ้า (Thai Smile Bus), เรือโดยสารไฟฟ้า (MINE Smart Ferry) และต่อมาได้เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์รุ่น MINE MT30 ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มองค์กรและทำตลาดได้ง่ายกว่า
อีกประเด็นดังที่เกิดขึ้นเป็นข่าวที่ทำให้ MINE ต้องพับโครงการถาวรคือปัญหาภายในองค์กรของ EA ล่าสุดในช่วงปี 2024-2025 บริษัทแม่อย่าง EA ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงินและการถูกตรวจสอบของผู้บริหารระดับสูง ทำให้ล่าสุดทางบริษัทต้องเข้าสู่แผนการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ และได้ประกาศหยุดธุรกิจประกอบยานยนต์ EV เพื่อฟื้นฟูกิจการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สรุปคือ โปรเจกต์รถยนต์นั่งส่วนบุคคล MINE SPA1 สะดุดลงเพราะพิษเศรษฐกิจจากโควิด-19 จนต้องเปลี่ยนไปทำรถบัสและรถกระบะไฟฟ้าแทน และล่าสุดธุรกิจฝั่ง EV ของบริษัทแม่ก็กำลังอยู่ในช่วงหยุดพักเพื่อฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งผ่านเวลาล่วงมาจนบัดนี้ผู้คนก็เกือบลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งเคยมีความพยายามที่จะสร้างแบรนด์รถ EV สัญชาติไทย
🔵VinFast รถเวียดนามที่อยู่รอดได้และกำลังเติบโต
หากเปรียบเทียบระหว่าง MINE กับ VinFast จะพบว่าทั้งสองแบรนด์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันประมาณปี 2017–2019 และเป็นแบรนด์สัญชาติอาเซียนเหมือนกันครับ
แต่เหตุผลที่ VinFast ของเวียดนามสามารถดันรถยนต์นั่งส่วนบุคคลออกสู่ตลาดได้จริง ในขณะที่ MINE Mobility ของไทยต้องพับโครงการไป มีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการ "เอาจริงเอาจัง"
อย่างที่ทราบกันว่า VinFast อยู่ในเครือ Vingroup กลุ่มทุนที่ใหญ่ที่สุด และร่ำรวยที่สุดในเวียดนาม นำโดยมหาเศรษฐี ฟ่าม เญิ้ต เวือง เลือกใช้กลยุทธ์ "ทุ่มหมดหน้าตัก" ด้วยเงินทุนระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยอมขาดทุนมหาศาลในช่วงแรกเพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ ดึงเทคโนโลยีระดับโลก และสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่ายนักในอุตสาหกรรมนี้ ที่ไม่ใช้แค่มีเงินทุนก็จะประสบความสำเร็จ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา สร้างตลาด สร้างระบบซัพพลายเชน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี จึงจะพิสูจน์ได้ว่าแบรนด์สามารถยืนหยัดต่อไปได้
ไม่เพียงเท่านั้น การสร้างดีมานด์รองรับด้วยตนเองของ VinFast คือการสร้างบริษัทแท็กซี่ซื้อรถตัวเอง ในช่วงแรกที่คนทั่วไปยังไม่กล้าซื้อรถ EV ผู้ก่อตั้ง VinFast ได้แก้เกมด้วยการตั้งบริษัทแท็กซี่และรถรับส่งของตัวเองขึ้นมาชื่อ GSM (Green and Smart Mobility) แล้วสั่งซื้อรถ VinFast เช่น VF e34, VF 5, VF 8 นับหลายหมื่นคันมาวิ่งให้บริการทันที ทำให้โรงงานมียอดผลิตต่อเนื่อง ได้ข้อมูลมาปรับปรุงรถ และทำให้คนเวียดนามได้ลองนั่งจนคุ้นเคย
VinFast เลือกใช้ทางลัดระดับโลกโดยซื้อโรงงานผลิตรถยนต์เดิมของ GM ในเวียดนาม จ้างบริษัทดีไซน์ระดับโลกอย่าง Pininfarina จ้าง Magna Steyr มาช่วยทำวิศวกรรมตัวรถ และดึงผู้บริหารระดับสูงจาก GM และ BMW มาร่วมงาน ทำให้สามารถเปิดตัวและผลิตรถที่ได้มาตรฐานออกมาได้ในเวลาอันสั้น
และสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ความเป็นชาตินิยมเข้มข้นของคนเวียดนาม สำหรับ VinFast มีสถานะเป็น "แบรนด์แห่งความภาคภูมิใจของชาติ" และในขณะนั้นตลาดเวียดนามยังไม่มีค่ายรถจีนเข้ามาทำสงครามราคาแข่งอย่างเต็มตัว ทำให้ VinFast มีเวลาและพื้นที่ในการตั้งตัว ซึ่งคล้ายกับการก่อร่างสร้างตัวของค่ายรถเกาหลีใต้อย่าง Hyundai หรือ KIA ที่เน้นสร้างให้ผู้คนรู้สึกว่านี่คือรถของประเทศ และทุกคนในประเทศต้องใช้รถของตัวเองเพื่อสื่อถึงความรักชาติ
ขณะที่ตลาดไทยเป็นตลาดการค้าเสรีที่เป็นศูนย์กลางยานยนต์ของภูมิภาค เมื่อรัฐบาลไทยเปิดมาตรการสนับสนุน EV ค่ายรถจีนยักษ์ใหญ่ เช่น BYD, MG, GWM ก็พาเหรดเข้ามาทำสงครามราคาทันทีด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก MINE จึงไม่มีช่องว่างราคาให้เข้าไปแทรกได้เลย
แม้ VinFast จะประสบความสำเร็จในการผลิตและส่งออกรถยนต์ส่วนบุคคล และครองตลาดรถยนต์อันดับ 1 ในเวียดนาม แต่โมเดลนี้ต้องแลกมาด้วย ภาระหนี้สินและการขาดทุนสะสมมหาศาล ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูงมาก
ปัจจุบันยอดส่งมอบรถยนต์ ในปี 2025 VinFast ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกได้มากถึง 196,919 คัน เติบโตขึ้นกว่า 102% จากปี 2024
รายได้รวมประมาณ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.2–1.3 แสนล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน
แต่ก็ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 3,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท ซึ่ง ขาดทุนมากกว่ารายได้ที่ทำได้เสียอีก
อัตรากำไรขั้นต้นยังติดลบอยู่ที่ประมาณ -42.5% หมายความว่า ต้นทุนการผลิตรถยังคงสูงกว่าราคาขายจริง
แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนการขาดทุนกำลังค่อยๆ ลดลงและทาง Vingroup ยอมทุ่มทุกอย่างเพื่อให้ VinFast เกิดให้ได้โดยมีรัฐบาลเวียดนามคอยหนุนหลัง ซึ่งไม่ช้าก็เร็วก็ต้องพลิกกลับมาทำกำไรได้อยู่ดี
ในขณะที่ MINE ไม่มีโอกาสแม้จะได้ลงแข่งในสนาม เพราะเลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปแล้วนั่นเอง