The Best Auto Buy รับซื้อรถยนต์คุณภาพดี ให้ราคาที่คุณพอใจ 🚗

รถยนต์รุ่นใหม่ๆ มีเทคโนโลยีมากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในรถรุ่นใหม่ๆ นั่น...
10/02/2023

รถยนต์รุ่นใหม่ๆ มีเทคโนโลยีมากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในรถรุ่นใหม่ๆ นั่นคือ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ซึ่งเป็นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยหมุนผ่อนแรงผู้ขับขี่ เพิ่มการควบคุมที่แม่นยำมากขึ้น ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้ามีข้อดีมากมายมาดูกันว่ามีอะไรบ้างครับ
1. น้ำหนักเบา
เนื่องจากระบบช่วยหมุนแกนพวงมาลัยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง ไม่ต้องรอรอบเครื่องยนต์หรือรอระบบน้ำมันไฮดรอลิกมาช่วยดันชุดกระปุกพวงมาลัย ดังนั้น แม้เวลาจอดนิ่งก็สามารถหมุนได้ง่าย คล่องตัว และเบามากๆ และเป็นที่ชื่นชอบสำหรับคุณผู้หญิง
2. ให้การควบคุมที่แม่นยำ
การช่วยผ่อนแรงของมอเตอร์ไฟฟ้านับว่าทำงานได้รวดเร็ว ตอบสนองฉับไวมาก เรียกว่า ตามมือก็ว่าได้ เพราะใช้ฟันเฟืองเป็นตัวส่งต่อกำลังโดยตรงจากมอเตอร์ไฟฟ้าสู่แกนเพลาของชุดพวงมาลัย จึงทำให้ไม่สูญเสียเวลาและกำลังเมื่อเทียบกับพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฮดรอลิก และส่งผลให้การควบคุมแม่นยำหรือเรียกว่า "คม" ในทุกๆ สภาพถนนอีกด้วย
3. แปรผันน้ำหนักได้ตามความเร็ว
การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยผ่อนแรงนั้น จำเป็นต้องมีระบบควบคุมหรือกล่องสมองที่ผลิตรถยนต์สามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ให้เหมาะสมกับรถรุ่นต่างๆ ได้ละเอียดมากขึ้น และยังปรับหนัก-เบาได้ตามความเร็วที่ใช้งานจริง นอกจากนี้ในรถยนต์บางรุ่นสามารถสั่งให้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยในการจอดรถทั้งแบบขนาน และถอยจอดเข้าซอง หรือแม้แต่ควบคุมรถไม่ให้ออกนอกทาง พร้อมทั้งบังคับเลี้ยวแก้อาการรถเป๋ไปมาได้อีกด้วย
4. ไม่กินกำลังเครื่อง
ระบบ EPS ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า จึงไม่จำเป็นต้องมีปั๊มเพาเวอร์ ช่วยให้เครื่องยนต์ไม่สูญเสียกำลังและประหยัดน้ำมันมากขึ้น อัตราเร่งราบรื่นขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบพวงมาลัยได้มากมายทีเดียว
5. ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาบ่อย
มอเตอร์ไฟฟ้ามีความทนทานและมีอายุการใช้งานที่นาน ภายในมอเตอร์ไฟฟ้าไม่มีกลไกซับซ้อนมากนัก จึงลดการบำรุงรักษาไปได้มาก ไม่จุกจิกเมื่อใช้งานไปหลายๆ ปี
ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าโดยทั่วไปมักมีอายุการใช้งานยาวนาน โอกาสเสียหายจากระบบมอเตอร์ไฟฟ้านั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยมาก แม้ว่าระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจะทนทาน แต่สิ่งที่ผู้ขับขี่ควรระวังในการขับรถก็คือ ไม่ควรขับเร็วๆ เมื่อเจอสภาพถนนที่ขรุขระ หรือไม่ควรออกตัวแรงๆ ในขณะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวสุด เพราะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบพวงมาลัย เช่น หัวเพลา ลูกหมากแร็ค บูชปีกนก แกนพวงมาลัยอาจเสียหายได้ อย่างไรก็ตามหากชุดมอเตอร์ไฟฟ้าถึงคราวต้องซ่อมบำรุงก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเอาการเลยทีเดียวครับ
#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย #รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ #รถสวย #รถสวยคัดเกรด #รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ #ฟรีดาวน์ #ออกรถ0บาท

อยากขายรถแล้วได้ราคาสูง 😎คุยง่าย จ่ายสด ทักมาได้เลย 😍
08/02/2023

อยากขายรถแล้วได้ราคาสูง 😎
คุยง่าย จ่ายสด ทักมาได้เลย 😍

5 ขั้นตอนล้างรถแบบถูกวิธี ทำได้เองที่บ้าน มือใหม่ก็ล้างได้ขั้นตอนล้างรถแบบถูกวิธีล้างรถ เป็นหนึ่งในการดูแลรถที่ควรทำอย่า...
07/02/2023

5 ขั้นตอนล้างรถแบบถูกวิธี ทำได้เองที่บ้าน มือใหม่ก็ล้างได้

ขั้นตอนล้างรถแบบถูกวิธีล้างรถ เป็นหนึ่งในการดูแลรถที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นการเอาคราบฝุ่น คราบน้ำ คราบสกปรกต่าง ๆ ออกจากตัวรถ ยังเป็นโอกาสที่คุณจะเช็กสภาพรถไปในตัวด้วยนั่นเองค่ะ แต่การล้างรถยนต์เองที่บ้าน จำเป็นจะต้องรู้ขั้นตอนและเทคนิกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อปกป้องรถของคุณไม่ให้มีรอยขีดข่วน โดย CARSOME ขอสรุป 5 ขั้นตอนล้างรถแบบถูกวิธี มาดังนี้ รับรองว่าจะมือใหม่หรือคุณผู้หญิงก็สามารถล้างรถเองได้แน่นอนค่ะ

สารบัญการล้างรถแบบถูกวิธี
ควรล้างรถบ่อยแค่ไหน?
อุปกรณ์สำหรับการล้างรถยนต์
วิธีล้างรถยนต์
ฉีดน้ำไล่คราบสกปรกและคราบฝุ่น
ล้างล้อรถยนต์ด้วยน้ำยาให้สะอาด
ล้างรถด้วยน้ำยาจากบนลงล่าง (เริ่มล้างจากหลังคา)
ฉีดน้ำสะอาดเพื่อล้างน้ำยาออกจากตัวรถ
เช็ดรถให้แห้ง
ข้อควรระวังในการล้างรถยนต์
5 ขั้นตอนล้างรถแบบถูกวิธี โดย CARSOME
ควรล้างรถบ่อยแค่ไหน?
การล้างรถควรล้างอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อป้องกันการสั่งสมของคราบสกปรกที่อาจทำให้ล้างออกได้ยากเมื่อเวลาผ่านไปนาน หากเร่งด่วนหรือไม่มีเวลา สามารถใช้น้ำสะอาดฉีดล้าง จากนั้นเช็ดด้วยผ้าแห้ง เพื่อป้องกันคราบน้ำบนตัวรถ

อุปกรณ์สำหรับการล้างรถยนต์
น้ำยาหรือแชมพูล้างรถ
ฟองน้ำเนื้อละเอียดสำหรับล้างรถ
ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์
แปรงล้างล้อรถยนต์ (ถ้ามี)
สายยางฉีดน้ำ
ถังน้ำจำนวน 2 ใบ (ผสมน้ำยา 1 ใบ และใส่น้ำสะอาด 1 ใบ)
วิธีล้างรถ

วิธีล้างรถยนต์
1. ฉีดน้ำไล่คราบสกปรกและคราบฝุ่น
การฉีดน้ำในขั้นตอนแรกนั้นก็เพื่อให้เศษดิน เศษฝุ่น และเศษสกปรกต่าง ๆ อ่อนตัวลงและช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเปลืองแรงถู โดยเริ่มจากฉีดน้ำไล่จากด้านบนลงด้านล่างตัวรถ

2. ล้างล้อรถยนต์ด้วยน้ำยาให้สะอาด
เนื่องจากล้อเป็นส่วนที่สกปรกที่สุด จึงควรล้างเป็นอันดับแรก ด้วยการใช้แปรงล้างล้อรถยนต์หรือฟองน้ำขัดถูทำความสะอาดด้วยน้ำยาที่ผสมไว้

3. ล้างรถด้วยน้ำยาจากบนลงล่าง (เริ่มจากหลังคา)
จุ่มฟองน้ำในถังผสมน้ำยาและค่อย ๆ ลูบทำความสะอาดตัวรถจากบนลงล่าง (เริ่มจากหลังคา) ไม่ต้องออกแรงมากนัก เพื่อเป็นป้องกันไม่ให้รถมีรอยขีดข่วน โดยหลังจากล้างส่วนใดส่วนหนึ่งเสร็จ ให้จุ่มฟองน้ำที่ใช้แล้วลงในถังน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ เพื่อทำความสะอาดฝุ่นและเศษสกปรกต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้ทำความสะอาดส่วนต่ออื่น ๆ ต่อไป

4. ฉีดน้ำสะอาดเพื่อล้างน้ำยาออกจากตัวรถ
ฉีดน้ำสะอาดล้างคราบน้ำยาและสิ่งสกปรกออกจากตัวรถ

5. เช็ดรถให้แห้ง
ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถ เช็ดคราบน้ำออกจากตัวรถให้ได้มากที่สุด โดยค่อย ๆ ถูไล่ไปในทางเดียว หลีกเลี่ยงการถูไปมาหรือวนเป็นวงกลม และควรใช้ผ้าคนละผืนในการเช็ดรถแต่ละส่วน เพื่อความสะอาดและป้องกันไม่ให้เกิดคราบสกปรก

ข้อควรระวังในการล้างรถยนต์
1.หลีกเลี่ยงการล้างรถกลางแดด
2.หลังล้างรถเสร็จ อย่ารอให้รถแห้งเอง
3.หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกแทนน้ำยาล้างรถ
4.ไม่ใช้ผ้าสกปรกเช็ดทำความสะอาดตัวรถ

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

นี่คือสาเหตุที่ถุงลม Takata ถูกเรียกเคลมจากบริษัทรถยนต์ทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้ทางสภาองค์กรผู้บริโภค ได้ออกประกาศให้ผู้ที...
06/02/2023

นี่คือสาเหตุที่ถุงลม Takata ถูกเรียกเคลมจากบริษัทรถยนต์ทั่วโลก
เมื่อไม่นานมานี้ทางสภาองค์กรผู้บริโภค ได้ออกประกาศให้ผู้ที่ใช้รถยนต์ ให้นำรถที่ใช้ถุงลมนิรภัยยี่ห้อทาคาตะ (Takata) เข้ารับการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยลูกใหม่ หลังพบความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการสูญเสียถึงแก่ชีวิตให้กับผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้ยังมีรถยนต์ในไทยกว่า 6 แสนคันที่ยังมีการติดตั้งถุงลมนิรภัยอันตรายนี้อยู่
ว่าแต่ทำไมเจ้าถุงลมจากบริษัท “ทาคาตะ” ถึงได้มีอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนโดยเร่งด่วน ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่รถยนต์ทั่วโลกที่ใช้ถุงลมของบริษัทนี้ก็ต้องเข้ารับการแก้ไขปัญหาเช่นกัน วันนี้ทีมงาน CarVariery จะมาไขข้อข้องใจ ว่าเจ้าถุงลมตัวนี้อันตรายต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างไร ?
ทาคาตะ ถือได้ว่าเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัย (Air Bag) ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 89 ปี โดยในช่วงแรกนั้นพวกเขาเป็นผู้ผลิตเชือกสำหรับร่มชูชีพ ก่อนที่ในช่วงปี 1950 พวกเขาจะเริ่มผลิตเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ ก่อนที่จะเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังมากมาย รวมถึงเข็มขัดนิรภัยสำหรับมอเตอร์สปอร์ตสีเขียว ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักซิ่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
เข็มขัดนิรภัย Takata ที่ได้รับความนิยมจากนักซิ่งทั่วโลก
สำหรับปัญหาการเรียกคืน Air Bag นั้นมีสาเหตุมาจาก ปัญหาของตัวอัดอากาศ ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำงานไม่เป็นปกติจนทำให้ในบางครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมอาจไม่สามารถป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ตามที่ผู้ผลิตได้ออกแบบเอาไว้ และที่อันตรายกว่านั้นคือ อาจมีชิ้นส่วนของระบบอัดอากาศ ซึ่งอาจหลุดออกมาในขณะที่ถุงลมทำงาน และมันส่งผลให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง
ชิ้นส่วนที่หลุดออกมา ในขณะที่ถุงลมนิรภัย ทาคาตะ ทำงาน
และมีผู้โชคร้าย ซึ่งเขาโดยชิ้นส่วนโลหะในระบบอัดอากาศของถุงลม Takata กระเด็นใส่ดวงตาอย่างเต็มๆ ซึ่งมันทำให้เขาเสียดวงตาด้านขวา และต้องใส่ดวงตาเทียมตลอดชีวิต และยังมีรายงานออกมาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากถุงลมนิรภัยทาคาตะ มากกว่า 25 คนทั่วโลก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทาคาตะเจอปัญหาในลักษณะนี้ เนื่องจากในปี 1995 ยังได้มีการเรียกเคลมเข็มขัดนิรภัยมากกว่า 8 ล้านชุดที่ถูกติดตั้งในรถยนต์ญี่ปุ่นที่ถูกผลิตขึ้นในช่วงปี 1986 ถึง 1991 เนื่องจากปัญหาสลักล๊อกของเข็มขัดนิรภัยสามารถปลดล๊อกได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายเมื่อเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมาก
จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ทาคาตะต้องเสียเงินในการเยียวยาผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และความเสียหายต่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เป็นจำนวนมาก และในปี 2018 พวกเขาตัดสินใจยื่น ล้มละลาย โดยได้มีบริษัทจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาซื้อกิจการต่อในราคาราวๆ 1,600 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

ดอกเบี้ยรถมือสอง ถูกหรือแพงกว่ารถป้ายแดง?เมื่อเอ่ยถึงการซื้อรถให้ประหยัด การซื้อรถมือสองเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุด...
04/02/2023

ดอกเบี้ยรถมือสอง ถูกหรือแพงกว่ารถป้ายแดง?

เมื่อเอ่ยถึงการซื้อรถให้ประหยัด การซื้อรถมือสองเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุดก็จริง แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากซื้อรถมือสองก็คือ “ดอกเบี้ย” ที่แพงกว่ารถใหม่ป้ายแดง ดอกเบี้ยรถมือสองจึงถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องนำมาคิดคำนวณด้วยทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อรถ

สาเหตุที่ดอกเบี้ยรถมือสองแพงกว่ารถใหม่ป้ายแดง เป็นเพราะรถมือสองต้องมีค่าเสื่อมราคา ยิ่งใช้งานมานานก็ยิ่งมีค่าเสื่อมราคาทุกปี นอกจากนี้รวมถึงมีการซ่อมแซม การบำรุงรักษา ไปจนถึงค่าเปลี่ยนอะไหล่รถ ค่าแรง และอื่น ๆ จนเกิดเป็นภาระทางการเงินที่ทำให้เจ้าของรถไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้จนถูกยึด

ดังนั้นดอกเบี้ยรถมือสองจึงแพงกว่า เพราะสถาบันการเงินต้องคิดค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วย ความเสี่ยงที่ทำให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแพงนั้นเปรียบได้กับค่าความเสี่ยงที่ผู้ขอสินเชื่อหรือผู้ที่ต้องการซื้อรถมือสองคันนั้นยอมจ่ายนั่นเอง

ส่วนรถใหม่ป้ายแดงเป็นรถใหม่เอี่ยมจากศูนย์ มีการตรวจเช็กสภาพมาเป็นอย่างดี ได้มาตรฐาน และยังมีสภาพใหม่ ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจุกจิกทำให้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยของรถป้ายแดงนั้น ทางสถาบันการเงินจะคิดคำนวณจากเงินดาวน์ งวดผ่อนชำระ และปัจจัยอื่น ๆ นอกจากนี้การซื้อรถใหม่มักมีโปรโมชันดี ๆ ออกมาให้ลูกค้าเสมอ ทำให้ดอกเบี้ยถูกกว่ารถมือสองไปโดยปริยาย

ตัวอย่างเช่น รถยนต์ใหม่คันหนึ่งมีเงื่อนไขการดาวน์อยู่ที่ 25% ของมูลค่ารถ หากรถราคา 1 ล้านบาท เท่ากับต้องจ่ายดาวน์ 250,000 บาท จากนั้นจึงเลือกงวดผ่อนชำระ ยิ่งเลือกระยะเวลาน้อยดอกเบี้ยก็จะยิ่งถูกลง แต่ส่วนใหญ่ดอกเบี้ยรถป้ายแดงมักไม่เกิน 0-5% ขณะที่ดอกเบี้ยรถมือสองจะสูงกว่าเป็นเท่าตัว

โดยสรุปก็คือดอกเบี้ยรถมือสองแพงกว่าดอกเบี้ยของรถใหม่ป้ายแดง สาเหตุก็เพราะทางสถาบันการเงินต้องนำค่าความเสี่ยงมาคิดคำนวณเข้าไปด้วย เพราะรถมือสองมีค่าเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน ดังนั้นผู้ที่ต้องการซื้อรถมือสองจึงต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่า แลกมากับการได้รถราคาถูก เป็นยี่ห้อหรือรุ่นยอดนิยม หรือเป็นรถตลาดที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ เป็นต้น

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

ใกล้วันหยุดยาวหลายคนเริ่มมี แผนที่จะเดินทางไกล ทุกคนเคยสงสัยไหมครับว่ารถเกียร์ออโต้ที่เราขับกันอยู่เวลาติดไฟแดง เราควรใส...
03/02/2023

ใกล้วันหยุดยาวหลายคนเริ่มมี แผนที่จะเดินทางไกล ทุกคนเคยสงสัยไหมครับว่ารถเกียร์ออโต้ที่เราขับกันอยู่เวลาติดไฟแดง เราควรใส่เกียร์ไหนดี ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าจะทำแบบไหนผลลัพธ์มันก็เหมือนกัน งั้นทำตามความถนัดแล้วกัน เรื่องนี้ใกล้ตัวมากๆ ที่ไม่ควร มองข้ามเด็ดขาดนะครับ เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับความปลอดภัย และยังอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ของคุณมีปัญหาได้ วันนี้ Mr. FIT จะมาแนะนำวิธีการใช้เกียร์ที่ถูกต้องนะครับ
ห้ามใช้เกียร์ P
เกียร์นี้ควรใช้เมื่อรถจอดนิ่งเท่านั้น รถจะนิ่งขยับไม่ได้คล้ายเหมือนใส่เกียร์มือ ซึ่งที่ไม่ควรใช้เกียร์นี้แวลาจอดติดไฟแดงเพราะเกียร์ P จะมีกลไกการทำงานที่ไปล็อคเฟืองของกระปุกเกียร์ หากเกิดอุบัติเหตุชนท้ายในขณะที่จอดติดไฟแดงจะทำให้ชุดเกียร์พังได้ และรถบางรุ่นจะปลดล็อคประตูอัตโนมัติเมื่อผลักไปเกียร์ P ด้วย
ไม่แนะนำให้ใช้เกียร์ D
เพราะการเข้าเกียร์ D หมายถึงเครื่องยนต์ ( เกียร์ )พร้อมใช้งาน หากเหยียบเบรกไว้ไม่แรงพอรถของคุณก็พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และชุดทอร์คคอนเวอร์เตอร์ของเกียร์จะทำงานปั้มน้ำมันเกียร์ตลอดเวลาทำให้รถของคุณกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม และกล้ามเนื้อขาของคุณจะเกร็งเวลาที่เหยียบเบรกไว้นานๆ
รถติดไฟแดงใช้เกียร์ N เหมาะที่สุด
สำหรับเกียร์ออโต้ เมื่อใช้เกียร์ N ระบบต่างๆ ภายในเกียร์จะหยุดทำงานชั่วคราว ยกเว้น น้ำมันเกียร์ยังคงมีแรงดันและไหลวนอยู่ภายในชุดวาล์วบอดี้หรือช่างเรียกว่า “ สมองกลเกียร์ “ ที่มีไส้กรองน้ำมันเกียร์ติดอยู่ด้วย ทำให้ภายในระบบเกียร์ไม่มีการเกิดแรงดันในพวกระบบวาล์วต่างๆ ยิ่งถ้าเราดึงเบรกมือด้วยจะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น และเมื่อสัญญาณไฟเขียว เราสามารถเข้าเกียร์มาในตำแหน่ง เกียร์ D ที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อให้ขับรถไปได้ในทันที อีกทั้งการเปลี่ยนจากเกียร์ D มาเป็นเกียร์ N สลับไปมาบ่อยๆ เวลารถติดไฟแดงมีส่วนทำให้ชุดแผ่นผ้าคลัตช์ของเกียร์สึกหรอได้น้อยกว่าอีกด้วย
ปุ่ม Auto Brake Hold สำหรับรุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ
เป็นระบบที่ช่วยเหยียบเบรกค้างไว้ขณะจอดติดไฟแดง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ด้วยตัวเอง สามารถใช้งานได้โดยกดปุ่ม Auto Brake Hold เพื่อเปิดระบบ จากนั้นเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วมาจนถึงจุดหยุดนิ่ง สัญลักษณ์การทำงานจะขึ้นบนหน้าปัด และเราสามารถปล่อยเท้าออกจากเบรกได้ทันที ถึงแม้ว่าเกียร์จะยังอยู่ในตำแหน่ง D อยู่ หากต้องการยกเลิกให้กดปุ่มนั้นอีกครั้ง ซึ่งระบบนี้ไม่เหมาะกับสภาพการจราจรที่เคลื่อนตัวได้น้อย เพราะรถจะออกตัวกระชาก เเละผู้ขับขี่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเเละปิดประตูสนิททุกบานก่อนระบบจึงจะสามารถใช้ได้
รู้แบบนี้แล้วมาใช้เกียร์ให้ถูกต้องกันดีกว่าครับ นอกจากเพื่อรักษาสภาพรถยนต์ให้ใช้ได้ไปนานๆ และยังเป็นการคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนนของคุณและเพื่อนร่วมทางด้วยนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก Pimnada Premium Car

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

การตั้งศูนย์ถ่วงล้อสามารถช่วยให้ยางรถยนต์ของคุณวิ่งได้อย่างเหมาะสม และยืดอายุการใช้งานของยางให้นานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช...
02/02/2023

การตั้งศูนย์ถ่วงล้อสามารถช่วยให้ยางรถยนต์ของคุณวิ่งได้อย่างเหมาะสม และยืดอายุการใช้งานของยางให้นานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการควบคุม ป้องกันไม่ให้รถยนต์ของคุณเสียสมดุลเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง และช่วยกันแรงสั่นสะเทือนบนท้องถนนในขณะที่ขับอยู่
การตั้งศูนย์ล้อรถยนต์คืออะไร
การตั้งศูนย์ล้อรถยนต์คือการปรับระบบกันสะเทือนของรถที่เชื่อมต่อกับล้อ ซึ่งไม่ได้เป็นการปรับล้อหรือยางแต่อย่างใด แต่ความสำคัญของการตั้งศูนย์ล้อคือการปรับมุมล้อที่มีผลต่อการสัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง
ควรตั้งศูนย์ล้อรถยนต์เมื่อไร
มีหลายสัญญาณที่บ่งชี้ว่ารถของเราต้องตั้งศูนย์ล้อใหม่แล้ว เมื่อคุณสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งข้อหรือมากกว่านั้น คุณควรไปเช็กศูนย์ล้อกับช่างเทคนิคบริการที่มีใบอนุญาตในทันที
· ยางสึกหรอไม่เท่ากัน สามารถอ่านสาเหตุทำให้ยางรถยนต์เสื่อมสภาพเพิ่มเติมได้ที่ สาเหตุดอกยางสึกหรอ
· รถกินไปทางซ้ายหรือขวา
· ขับรถตรง แต่พวงมาลัยไม่อยู่ตรงกลาง
· พวงมาลัยสั่นสะเทือน
มุมแคมเบอร์ มุมโทและมุมแคสเตอร์คืออะไร
เมื่อช่างเทคนิคเข้าตรวจสอบการตั้งถ่วงศูนย์ล้อ จะพิจารณา 3 สิ่งนี้เป็นหลัก
1. มุมแคมเบอร์
แคมเบอร์คือมุมด้านในหรือด้านนอกของยาง เมื่อมองมาจากทางด้านหน้ารถในลักษณะเส้นดิ่ง ถ้าหากมุมนี้เอียงไปด้านในหรือด้านนอกมากจนเกินไปหรือที่รู้จักกันในชื่อ แคมเบอร์บวกและลบตามลำดับ ซึ่งจุดนี้แสดงถึงศูนย์ล้อที่ไม่เหมาะสม และจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน หากมีส่วนรับน้ำหนักที่สึกหรอ ลูกหมากปีกนกและชิ้นส่วนระบบกันสะเทือนล้ออื่น ๆ สึกหรอ ก็อาจทำให้มุมแคมเบอร์เกิดผิดพลาดได้เช่นกัน
2. มุมโท
มุมโทแตกต่างจากมุมแคมเบอร์ ซึ่งมุมโทจะอยู่ในขอบเขตที่ทำมุมกับยางที่เอนเข้าด้านในหรือด้านนอก เมื่อมองรถจากด้านบน หากคุณรู้สึกสับสนกับมุมต่าง ๆ ให้ยืนขึ้น และมองไปที่เท้าของตัวเอง แล้วเอียงเท้าด้านในเข้ากึ่งกลางลำตัว เมื่อยางของคุณมีลักษณะเดียวกับเท้าของคุณ เราเรียกกันว่า มุมโทอิน แต่ถ้ายางอยู่ในมุมที่เราเอาเท้าเอียงออกด้านนอกจะเรียกว่า มุมโทเอาต์ ซึ่งมุมทั้งสองแบบต่างจำเป็นต้องตั้งศูนย์ล้อใหม่
3. มุมแคสเตอร์
มุมแคสเตอร์ช่วยให้คุณบังคับพวงมาลัย ควบคุมเสถียรภาพและเลี้ยวโค้งได้อย่างสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นมุมในการวางตำแหน่งล้อโดยมองจากด้านข้างของรถ หากมุมแคสเตอร์เป็นบวกจะทำให้แกนพวงมาลัยเอียงไปทางคนขับ แต่ถ้าเป็นลบ พวงมาลัยจะเอนเอียงไปทางหน้ารถของคุณ
ทำไมการตั้งศูนย์ล้อจึงสำคัญ
การตั้งศูนย์ล้อหรือการถ่วงล้อที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดยางกินในและทำให้ยางของคุณสึกหรอไม่เท่ากัน และเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร โดยการสึกหรอของดอกยางที่เกิดจากการตั้งศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้องมีดังต่อไปนี้
การสึกหรอแบบขนนก
การสึกหรอประเภทนี้มีลักษณะดอกยางด้านหนึ่งสึกน้อยกว่าและเรียบกว่า แต่อีกด้านหนึ่งมีการสึกที่มากกว่าและคมกว่า โดยปกติแล้วสาเหตุของการสึกหรอเช่นนี้จะมาจากการตั้งศูนย์ล้อที่ไม่ดี
ยางมุมแคมเบอร์สึกหรอ
การสึกหรอเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ด้านในหรือด้านนอกของดอกยางสึกมากกว่าตรงกลางอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมุมแคมเบอร์บวกหรือลบที่มากเกินไป
หัวหรือปลายยางมุมโทสึกหรอ
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อบล็อกดอกยางด้านใดด้านหนึ่งสึกเร็วกว่าอีกด้านหนึ่งในแนวเส้นรอบวง เมื่อใช้มือลูบที่ดอกยาง คุณจะรู้สึกถึงลักษณะการสึกหรอแบบฟันเลื่อยเมื่อมองจากด้านข้าง การสึกหรอของหัว/ปลายยางมุมโท อาจเป็นสัญญาณของขอบยางสึกหรอ เนื่องจากลมยางที่อ่อนเกินไปหรือขาดการสับเปลี่ยนยางนั่นเอง
หากคุณพบว่า ลายดอกยางเกิดการสึกหรอในรูปแบบที่แปลกไป คุณควรให้ช่างเทคนิคตรวจสอบศูนย์ล้อให้กับรถของคุณ ในขณะที่กำลังตรวจสอบเรื่องการสึกหรอของยาง ก็เป็นความคิดที่ดีที่จะเช็กการตั้งศูนย์ล้อควบคู่ไปด้วย ผลของการตั้งศูนย์ล้อไม่ตรงอาจส่งผลถึงประสิทธิภาพในการขับขี่ของรถโดยรวม เช่น รถเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งปกติปัญหานี้มักจะเกิดจากความผิดปกติของศูนย์ล้อ
วิธีตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
การปรับสมดุลล้อแตกต่างกับการตั้งศูนย์ล้อ การถ่วงล้อคือการชดเชยความไม่สมดุลของน้ำหนักในชุดยางหรือล้อ และมักจะทำควบคู่ไปกับการตั้งศูนย์ล้อ โดยทั่วไปจะมีปัญหาของล้อที่ไม่สมดุลอยู่ 2 แบบที่ต้องรับการแก้ไข ซึ่งก็คือปัญหาด้านไม่สมดุลในแบบคงที่ (ระนาบเดี่ยว) และแบบเคลื่อนไหว (ระนาบคู่)
ความสมดุลแบบคงที่ต้องการการถ่วงสมดุลเพียงระนาบเดียว การเคลื่อนไหวในแนวตั้งอาจทำให้เกิดการสั่นสะเทือน ในทางกลับกันความไม่สมดุลแบบเคลื่อนไหว จะพูดถึงความสมดุลของระนาบคู่ สำหรับการเคลื่อนไหวในแนวตั้งและการเคลื่อนไหวด้านข้าง ความไม่สมดุลทั้งสองประเภทจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับสมดุลพิเศษเพื่อช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
ก่อนจะเริ่มการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ช่างเทคนิคจะติดตั้งอุปกรณ์เข้ากับขอบล้อที่ถูกต้อง และปรับความดันลมยางให้พองตัวมากที่สุด จากนั้นยางแต่ละเส้นก็จะอยู่ที่ศูนย์กลางของเครื่องถ่วงล้อ เครื่องจักรจะหมุนยางด้วยความเร็วสูง เพื่อวัดค่าความไม่สมดุลของล้อและยาง เพื่อให้ช่างรู้ว่า ควรเพิ่มน้ำหนักเท่าใด และบริเวณที่ใดที่ต้องการน้ำหนักดังกล่าว เพื่อปรับให้ยางมีความสมดุลมากที่สุด
การตั้งศูนย์ถ่วงล้อเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลยางรถยนต์ที่ถูกต้องด้วยเหตุผลเดียวกับการตั้งศูนย์ล้อ ซึ่งนั่นก็คือการป้องกันการสึกของดอกยางก่อนเวลาอันควร การตั้งศูนย์ล้อหรือถ่วงล้อทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร จะสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานและมีประสิทธิภาพการขับขี่มากที่สุด

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

SEDAN คืออะไรจริงๆแล้วคำจำกัดความของรถประเภท SEDAN ก็คือรถที่บ้านเราเรียกว่ารถเก๋ง ที่เป็นรถนั่งส่วนบุคลธรรมดานี้แหละครั...
01/02/2023

SEDAN คืออะไร
จริงๆแล้วคำจำกัดความของรถประเภท SEDAN ก็คือรถที่บ้านเราเรียกว่ารถเก๋ง ที่เป็นรถนั่งส่วนบุคลธรรมดานี้แหละครับ โดยจะมีเครื่องยนต์อยู่ด้านหน้าของตัวรถ ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นแบบ 4 ประตูหรือ 2 ประตู (หลังๆจะเรียกรถซีดานแบบ 2 ประตูว่า คูเป้) ก็จะเรียกว่า SEDAN ได้ทั้งหมด โดยหากจะแบ่งให้เห็นชัดๆก็คือรถเก๋งทีเห็นในบ้านเรา หลังคาจะไม่สามารถเปิดออกมาได้ (จะติดกับตัวรถ)
โดยหลังๆมีการแบ่งแยกรถเก๋งออกเป็นหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็นรถขนาดเล็กอาจเรียกว่า อีโค้คาร์

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

รถ SUV คืออะไร ?รถ SUV ย่อมาจากคำว่า Sports Utility Vehicle ที่แปลว่า รถสปอร์ตอเนกประสงค์โดย รถ SUV คือ ยานพาหนะที่สามาร...
30/01/2023

รถ SUV คืออะไร ?
รถ SUV ย่อมาจากคำว่า Sports Utility Vehicle ที่แปลว่า รถสปอร์ตอเนกประสงค์
โดย รถ SUV คือ ยานพาหนะที่สามารถขับแบบ Off-road ได้ สำหรับคำว่า รถ SUV นั้น ครอบคลุมถึงรถยนต์ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดใหญ่ เช่น Range Rover และ Chevrolet และยังรวมถึงรถยนต์ขนาดเล็กอย่าง Honda CRV ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้รถ SUV ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือการใช้งานอย่างยืดหยุ่น สามารถนำไปปรับใช้กับกิจกรรมลุย ๆ ได้หลายอย่าง แต่ก็ยังคงความสวยสปอร์ตดูคล่องแคล่วเอาไว้
รถ SUV ที่ได้รับความนิยมในไทยก็มีหลายค่ายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถ SUV จากค่าย Honda, Toyota, Mazda, Nissan, Subaru, และ MG
สรุปข้อดีรถ SUV
ห้องโดยสารขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวางและตัวรถยกสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปทำให้นั่งสบาย วิสัยทัศน์ในการขับขี่ดี และยังสามารถขับขี่ไปในพื้นที่ลุยๆ ได้ เช่นพื้นที่ขุรขะ นอกจากนี้ยังมีช่วงล่างที่นุ่มนวลอีกด้วย
สรุปข้อเสียรถ SUV
รถ SUV มีราคาค่อนข้างสูงและมีค่าบำรุงรักษาแพงกว่ารถยนต์ทั่วไป และอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบขับรถกะทัดรัดนัก เพราะ SUV มีขนาดค่อนข้างใหญ่ หาพื้นที่จอดค่อนข้างยาก และมักจะกินน้ำมันด้วย

#รถมือสอง #รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน #รถเก๋ง #รถกระบะ
#รถสวย #รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
#รถบ้านเชียงราย
#รถมืองสองเกรดพรีเมี่ยม #รถบ้านล้านเปอร์เซ็นต์
#พิมพ์ณดาพรีเมี่ยมคาร์
#รับจัดไฟแนนซ์ #รับฝากขายรถยนต์

ระบบ AutoPilot ใน Tesla คืออะไร? เรียกว่าเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติได้หรือไม่?ADAS คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องกับ AutoPilot ...
28/01/2023

ระบบ AutoPilot ใน Tesla คืออะไร? เรียกว่าเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติได้หรือไม่?
ADAS คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องกับ AutoPilot อย่างไร?
ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติคืออะไร แล้วเหตุใด AutoPilot จึงไม่ใช่สิ่งนี้?
AutoPilot อยู่ในระดับไหน?
สรุปแล้ว ระบบ AutoPilot คือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือไม่?
ในโลกของรถยนต์ที่ “ขับเคลื่อนด้วยตนเอง” มักจะมีคำพูดทางการตลาดมากมายที่สร้างความสับสนทั้งลูกค้าและสื่อมวลชน โดยเฉพาะสิ่งที่ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla (เทสล่า) พูดหรือโพสต์ในทวิตเตอร์ รวมถึงศัพท์ต่าง ๆ ที่เขาสร้างขึ้นสำหรับค่ายรถของเขา
ระบบ AutoPilot ของ Tesla เป็นเพียงศัพท์ทางการตลาดที่เป็นเพียงระบบช่วยเหลือการขับขี่เท่านั้น โดยไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติใด ๆ แม้ชื่อของมันอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดก็ตาม
ซึ่งจะแตกต่างระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Tesla จะใช้ชื่อว่า Full Self Driving (FSD) ซึ่งชื่อนี้ก็ชวนให้เข้าใจผิดได้เช่นเดียวกัน เรามาดูกันว่าระบบ AutoPilot คืออะไร แล้วสามารถช่วยอะไรเราได้หรือไม่ได้บ้าง?
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องกับระบบ AutoPilot อย่างไร?
ระบบช่วยเหลือการขับขี่หรือ ADAS เป็นคำศัพท์ในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อใช้เรียกเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือการขับขี่ที่ช่วยให้รถปลอดภัยและขับขี่ได้สบายยิ่งขึ้น ระบบ ADAS นั้นรวมถึงทุกระบบตั้งแต่ ระบบเตือนจุดอับสายตาด้านข้างและระบบเตือนเมื่อขับออกจากเลน
ระบบ ADAS ของผู้ผลิตรถบางค่ายจะมีความล้ำสมัยมาก โดยจะให้ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือและเท้าออกจากการควบคุมได้ขณะที่ระบบทำงาน และระบบจะทำงานให้เข้ากับสถานการณ์จราจรรอบรถของเราโดยไม่ชนกับใคร
แต่ขณะที่ระบบ ADAS ของบางค่ายอาจไม่ได้ล้ำสมัยนัก ขึ้นอยู่ว่าในรถคันนั้นมีระบบอะไรที่ช่วยเหลือการขับขี่ได้บ้าง และความสามารถของระบบนั้น ๆ
ส่วนระบบ AutoPilot เป็นศัพท์ทางการตลาดของ Tesla สำหรับระบบ ADAS ซึ่งรวมถึงระบบ adaptive cruise control ที่เมื่อทำงานจะสามารถปรับความเร็ว ระยะห่างให้เข้ากับการจราจรในตอนนั้น รวมถึงการจำกัดความเร็วและทางที่ได้ระบุไว้ในแผนที่
และยังมีระบบบังคับพวงมาลัยช่วยให้อยู่กลางเลนที่ Tesla เรียกว่า Autosteer ซึ่งจะช่วยให้รถยังสามารถอยู่ในเลนทั้งในขณะที่ถนนเป็นทางโค้งหรือพื้นผิวไม่เสมอกัน ในแบรนด์อื่น ๆ ก็มีระบบนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ระบบ ADAS จะต้องมีบางสิ่งที่ผู้ขับขี่ต้องควบคุมรถไปถึงสถานการณ์หนึ่งจึงจะสามารถเปิดระบบได้ เช่น ในระบบ adaptive cruise control และระบบช่วยบังคับพวงมาลัยให้อยู่กลางเลน ตัวเซนเซอร์ของรถต้องมีอย่างน้อยสองตัวที่จับเส้นถนนทั้งสองด้านได้เพื่อสามารถช่วยรถให้อยู่กลางเลนได้
ส่วนระบบ adaptive cruise control จะใช้กล้องรอบคัน (หรือเรดาร์รอบคัน) เพื่อจับตำแหน่งและความเร็วของคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างและความเร็วให้คงที่
ระบบ “ขับเคลื่อนอัตโนมัติ” คืออะไร แล้วเหตุใด AutoPilot จึงไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ?
ในปัจจุบัน ยังไม่มีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ถูกกฎหมายบนถนนในขณะนี้ (แท็กซี่ไร้คนขับกำลังทดลอง) ดังนั้น เมื่อแฟน ๆ ของ Tesla ที่เชื่อว่ารถของตนมีระบบ “ขับเคลื่อนอัตโนมัติ” หรือเป็น “รถยนต์ไร้คนขับ” นั้นไม่เป็นความจริง เป็นสิ่งที่ Elon Musk หรือแผนกการตลาดของเขาพูดเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะระบบการขับขี่อัตโนมัติถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและกำหนดไว้อย่างชัดเจนโดยหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยมีการนิยามคำว่า “รถขับเคลื่อนอัตโนมัติ” ไว้อย่างชัดเจน
มีหน่วยงานจากรัฐบาล 2 แห่งที่คอยดูแลเกี่ยวกับระบบนี้ในสหรัฐฯ ได้แก่ องค์กรบริหารความปลอดภัยการขนส่งบนทางหลวงแห่งชาติ (NHTSA) และสมาคมวิศวกรยานยนต์ (SAE) จากคำนิยามของหน่วยงานทั้งสองแห่งนี้ จะมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ทั้งหมด 6 ระดับ ตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 5
เมื่ออยู่ในระดับที่สูงขึ้น มนุษย์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับขี่ลดลง เพราะระบบจะช่วยเราได้มากขึ้น และเมื่อไปถึงระดับที่ 5 ระบบก็จะช่วยเหลือผู้ขับขี่โดยสมบูรณ์ โดยแต่ละระดับจะช่วยเหลือเราได้ดังนี้
ระดับ 0 จะไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ จากระบบ การควบคุมรถเป็นของผู้ขับขี่ 100%
ระดับ 1 จะได้รับระบบช่วยเหลือแบบเบื้องต้น และใช้ได้ทีละระบบ เช่น ระบบ cruise control แบบธรรมดา หรือระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน โดยระบบช่วยเหลือในระดับี้มีมาตั้งแต่ปี 1968 จากแบรนด์ Chrysler
ระดับ 2 ในระดับนี้ เราจะสามารถใช้ระบบช่วยเหลือได้มากกว่า 1 ระบบพร้อมกัน เช่น ระบบ adaptive cruise control ที่นอกจากจะตั้งความเร็วได้แล้ว ยังสามารถทำให้รถช้าลงตามรถคันหน้า หรือเร่งไปยังความเร็วที่ตั้งไว้เมื่อทางสะดวกแล้ว และระบบดังกล่าวยังทำงานร่วมกับระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถและระบบช่วยบังคับพวงมาลัยให้อยู่กลางเลน (แต่ผู้ขับขี่ยังต้องคอยควบคุมพวงมาลัยอยู่)
แม้ว่าระบบ AutoPilot จะเป็นระบบ adaptive cruise control ที่ดูล้ำสมัย แต่ระบบดังกล่าว Tesla เองก็ยอมรับว่าอยู่ในระดับ 2 เท่านั้น ระบบ AutoPilot ได้รับความสนใจอย่างมากจาก NHTSA, คณะกรรมการการค้าของสหรัฐ (FTC) ไปจนถึงนักการเมือง เนื่องด้วยอุบัติเหตุที่ถึงแก่ชีวิตจากคำพูดของมัสก์ที่ชวนเข้าใจผิดในระบบนี้ นอกจากนี้ระบบ GM Super Cruise และ Ford BlueCruise ก็อยู่ในระดับนี้เช่นเดียวกัน
ระดับ 3 เป็นระดับที่ระบบจะช่วยเหลือเราตามเงื่อนไขเฉพาะ รถจึงจะสามารถขับเองได้โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องควบคุม แต่ผู้ขับขี่ต้องพร้อมที่จะกลับมาควบคุมรถได้ตลอดเวลาที่รถต้องการ ใน 2023 Mercedes-Benz S-Class มีระบบช่วยเหลือในระดับที่ 3 แล้วในชื่อว่า DrivePilot ซึ่งรับรองด้วยกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย
ระดับ 4 และ 5 ทั้งสองระดับนี้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของการขับขี่อัตโนมัติ ในระดับ 4 ยังคงต้องอาศัยการช่วยเหลือจากมนุษย์หากระบบต้องการ แต่ระดับ 5 จะไม่ต้องมีการช่วยเหลือจากมนุษย์เลย ในตอนนี้ยังไม่มีรถที่ใกล้เคียงที่ระดับ 4 และ 5 บนถนนอย่างแน่นอน
AutoPilot อยู่ในระดับไหน?
ปัจจุบัน ระบบ AutoPilot ของ Tesla จะมีอยู่ 2 ระดับ ได้แก่ Basic AutoPilot และ Full Self-Driving (FSD)
ในระบบ Basic AutoPilot จะเป็นพื้นฐานใน Tesla ทุกคัน โดยจะมีระบบ ADAS เช่น adaptive cruise control, ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน และระบบเบรคอัตโนมัติ
สำหรับลูกค้าที่ต้องการอัพเกรดให้เป็น Full Self-Driving จะต้องจ่ายเพิ่มกว่า 4 แสนบาท ในแพ็คเกจนี้ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงระบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ‘summon’ ที่สามารถเรียกรถของเราจากที่จอดให้มาหาเราได้ รวมถึงระบบตรวจจับป้ายหยุดและระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ
Tesla ยังเคยมีฟังก์ชั่น Assertive mode สำหรับระบบ FSD ซึ่งเป็นเหมือนโหมดการขับขี่ที่ “เกี้ยวกราด” มากขึ้น ซึ่งจะไม่หยุดที่ป้ายหยุด ลดระยะห่างระหว่างคันหน้า และอาจเลี้ยวขวา (พวงมาลัยขวา) โดยไม่มีเหตุผล ทำให้ Tesla อาจจำเป็นต้องลบฟังก์ชั่นนี้ออกไปเพราะมีพฤติกรรมเสี่ยง (และผิดกฎหมาย)
ระบบ AutoPilot คือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือไม่?
ระบบ AutoPilot ของ Tesla คือระบบช่วยเหลือการขับขี่ระดับ 2 เท่านั้น ไปจนถึงระบบ Full Self-Driving ก็ยังไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพราะยังต้องอาศัยการควบคุมจากมนุษย์อยู่ โดยเราไม่สามารถลุกออกจากที่นั่งคนขับ หรือละสายตาจากถนนขณะที่เราเปิดระบบได้เลย
แม้ AutoPilot จะเป็นเครื่องมือซึ่งช่วยให้การขับขี่ของเราง่ายขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอยู่ดี

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

เช็กรถก่อนเดินทางไกลด้วยตัวเอง1. แบตเตอรี่รถยนต์ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย...
26/01/2023

เช็กรถก่อนเดินทางไกลด้วยตัวเอง

1. แบตเตอรี่รถยนต์
ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรจะดูว่า ขั้วแบตและฉนวนสายไฟมีการเชื่อมต่อดีหรือไม่ หมั่นตรวจเช็กทำความสะอาดคราบขี้เกลือบริเวณขั้วแบตเตอรี่ และเช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดเสมอ

2. ยางรถยนต์ และช่วงล่างของรถ
เป็นอีกหนึ่งข้อที่ขาดไม่ได้ในการตรวจสภาพรถยนต์ คือ การตรวจสอบยางรถยนต์ หากไม่มีการเช็กยางรถยนต์ก่อนเดินทางไกล โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะยิ่งสูงขึ้น

โดยตรวจเช็กความลึกร่องดอกยางและตรวจดูว่ายางรถมีรอยเจาะ ยางแตกลายงา ยางบวม ดอกยางหมดหรือไม่ ซึ่งร่องดอกยางควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งก็ควรพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของช่วงล่างด้วย เช่น ลูกหมาก โช้ครถ เป็นต้น

3. น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และระบบเบรก
นับเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ยิ่งเวลาขับรถตอนฝนตกหนัก ถนนลื่น การควบคุมรถจะยากกว่าปกติ ควรตรวจเช็กระดับน้ำมันเบรก และน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทางที่ดีควรมีน้ำมันเครื่องสำรองติดรถไว้อย่างน้อย 1 ลิตร เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน และอย่าลืมเช็กน้ำมันเบรกและระบบเบรกว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับ Min หรือมีการลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดการรั่วในระบบเบรก ควรนำรถเข้าตรวจเช็กโดยช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย

4. เช็กหม้อน้ำ ท่อยาง และระบบหล่อเย็น
การขับรถระยะไกล ทำให้เครื่องยนต์สะสมความร้อนปริมาณมาก หากระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไม่ดีหรือมีปัญหา อาจทำให้เครื่องยนต์น็อค

แนะนำว่าก่อนออกเดินทางควรเช็กระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพัก และหม้อน้ำ รวมไปถึงการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ มอเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย หากคุณพบว่ามีบางอย่างผิดปกติและไม่แน่ใจ แนะนำให้ไปที่ศูนย์บริการค็อกพิทใกล้บ้านท่านเพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ

5. ระบบไฟส่องสว่าง
ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก ไฟฉุกเฉิน ควรใช้งานได้ตามปกติ ส่องสว่างได้ดี เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถในเวลากลางคืนหรือ ตรวจสอบไฟรถแล้วก็อย่าลืมเช็กใบปัดน้ำฝนดูด้วยล่ะว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่

6. ที่ปัดน้ำฝน
ที่ปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกมองข้ามเมื่อพูดถึงการเช็กรถก่อนเดินทางไกล ในความเป็นจริงแล้วทัศนวิสัยขณะขับรถ คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย ที่ปัดน้ำฝนจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าในระหว่างการเดินทางฝนจะตกหรือไม่

ดังนั้น อย่าลืมเช็กว่าที่ปัดน้ำฝนรีดน้ำได้ดี มีอาการเปื่อย ยุ่ย หรือเสื่อมสภาพหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวควรเปลี่ยนใหม่ทันที หรือควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนทุก ๆ 6-12 เดือน

7. น้ำมันเกียร์และน้ำมันคลัตช์
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การจอดรถบนทางราบและใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ ไล่ไปตั้งแต่ P จนถึง L เมื่อเปลี่ยนเกียร์ควรค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น ๆ สักครู่ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเกียร์ถัดไป

เมื่อครบทุกเกียร์แล้วจึงเลื่อนมาเป็นเกียร์ P หรือ N และดึงก้านวัดระดับเกียร์ออกมาทำความสะอาด จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ ให้สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน หากยังอยู่ตรง H แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ หรืออยู่ระหว่างกลาง Min กับ Max แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ธรรมดาปกติ หากน้ำมันคลัตช์หายมากจนผิดปกติ แนะนำให้รีบหาสาเหตุ หรือนำรถไปเช็กและแก้ไขทันที

8. แผ่นกรองอากาศ
แผ่นกรองอากาศเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปกป้องรถจากสิ่งไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ภายนอก โดยแผ่นกรองอากาศที่อุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้ส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์สึกหรอได้ การตรวจสอบแผ่นกรองอากาศใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เพียงเปิดตู้แอร์แล้วนำตัวกรองอากาศออกมาตรวจดู ทำการดูดสิ่งสกปรกออก หรือจะเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่ในกรณีที่จำเป็น

9. ระบบแตรรถยนต์
เมื่อพูดถึงจุดสำคัญของรถที่ควรเช็กก่อนเดินทางไกล คนส่วนใหญ่มักไม่คิดว่าจะต้องตรวจระบบแตรด้วย ในความเป็นจริงแล้วแตรรถมีความสำคัญอย่างมาก เพราะในขณะขับขี่เราอาจจำเป็นต้องใช้แตรเพื่อสื่อสารและส่งสัญญาณกับรถคันอื่น ดังนั้น อย่าลืมเช็กระบบแตรว่ายังเสียงดังและลมแตรยังดีอยู่หรือไม่ด้วย

10. แผงควบคุมและหน้าปัด
เป็นอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเช็กรถก่อนเดินทางไกล ควรตรวจสอบแผงควบคุมและหน้าปัดภายในรถว่าทำงานปกติหรือไม่ แสงไฟ ตัวเลขบนหน้าปัดและปุ่มควบคุมต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่ระยะไกล

นอกจาก 10 จุดสำคัญข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรหลงลืมเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องเดินทางไกลในฤดูฝน นั่นคืออุปกรณ์และเครื่องมือต่างที่จำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน อาทิ ยางอะไหล่ สเปรย์ปะยาง แม่แรง ชุดเครื่องมือในการถอดล้อ ที่เติมลมฉุกเฉิน สายพ่วงแบตเตอรี่ พกติดรถเอาไว้ให้อุ่นใจ ปลอดภัยตลอดเส้นทาง

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

รถยุโรป vs รถญี่ปุ่น: รถสัญชาติไหนดีกว่ากัน?รถยุโรปหรือรถญี่ปุ่นเป็นหัวข้อที่ผู้ที่คิดจะซื้อรถมักพูดถึงอยู่เสมอ เนื่องจา...
25/01/2023

รถยุโรป vs รถญี่ปุ่น: รถสัญชาติไหนดีกว่ากัน?

รถยุโรปหรือรถญี่ปุ่นเป็นหัวข้อที่ผู้ที่คิดจะซื้อรถมักพูดถึงอยู่เสมอ เนื่องจากรถทั้งสองสัญชาตินี้มีข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน วันนี้ Carsome ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์จึงจะมาพูดถึงและเปรียบเทียบรถยุโรปและรถญี่ปุ่นให้เห็นกันแบบจะ ๆ หมัดต่อหมัดกันไปเลย จะได้ตัดสินใจได้ถูกว่ารถสัญชาติใดที่เหมาะกับคุณกันแน่

รถยุโรปเป็นเหมือนรถในฝันของใครหลายๆ คน เพราะรถแบรนด์หรูหราระดับโลกก็มักจะเป็นรถยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz, BMW, Porsche หรือ Lamborghini และแบรนด์ดังๆ อื่นๆ อีก โดยนอกจากความหรูหราดูดีและการเป็นรถในฝันของใครหลายๆ คนแล้ว รถยุโรปยังมีข้อดีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น…

รูปลักษณ์ที่โก้หรูสวยงามของรถยุโรป นอกจากจะตอบโจทย์ความชอบส่วนตัวแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยุโรปเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยประดับฐานะของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีจริงๆ
เครื่องยนต์ของรถยุโรปโดดเด่นในเรื่องสมรรถนะ แรงม้าเหนือกว่า มีขนาดเครื่องที่เล็กกว่ารถญี่ปุ่น เหมาะกับสายซิ่งที่ต้องการขับแบบแรงๆ และเร็วๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้รถยุโรปตอบโจทย์มากกว่ารถญี่ปุ่นจริงๆ
อะไหล่ของรถยุโรปมักจะมีความแข็งแรงคงทนมากกว่ารถญี่ปุ่นทั่วๆ ไป และช่วงล่างจะมีความแข็งแรงแน่นหนึบขับสนุก
ส่วนใหญ่รถยุโรปสร้างมลพิษน้อยกว่ารถญี่ปุ่น (แต่ก็ขึ้นอยู่กับรุ่นรถที่เลือก) รถยุโรปให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก และยังโดดเด่นในเรื่องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพที่ดีสุดๆ อีกด้วย
ข้อเสียโดยทั่วไปของรถยุโรปคือราคาที่สูงกว่ารถญี่ปุ่นในฟังก์ชั่นของรถที่เท่ากัน และไม่ใช่แค่ค่ารถเพียงอย่างเดียว ค่าบำรุงรักษารวมถึงการจัดหาอะไหล่ต่างๆ ก็มีราคาสูงกว่าไม่แพ้กันเลยด้วย

แม้ว่าหากพูดถึงรถญี่ปุ่นโดยทั่วไปแล้ว ความหรูหราต่างๆ อาจไม่สามารถเทียบเท่ากับรถยุโรปได้ แต่รถญี่ปุ่นก็มีข้อดีอย่างอื่นมากมายทำให้ใครหลายคนติดใจใช้แต่รถญี่ปุ่นไม่ยอมเปลี่ยนใจไปใช้รถสัญชาติอื่นเลย มาดูกันดีกว่าว่าหลักๆ แล้วรถญี่ปุ่นมีข้อดีและมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

รถญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีราคาที่ประหยัดและมีความคุ้มค่ามากกว่าเนื่องจากมีโรงงานผลิตในไทย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษาหรือการจัดซื้ออะไหล่ที่จัดหาได้ง่ายและมีราคาที่ต่ำกว่ารถยุโรป นอกจากนี้ รถญี่ปุ่นยังได้รับความนิยมมากในไทย สามารถขายต่อมือสองได้ในราคาดี และขายออกต่อได้ง่ายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าการซื้อรถญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับการซื้อรถยุโรปแล้วนั้นมีความประหยัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
รถญี่ปุ่นโดดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมัน เพราะมีหลายรุ่นที่เป็น eco car มากมาย ในขณะเดียวกันก็มีรถไฮบริดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เรียกได้ว่ารถญี่ปุ่นมีรถหลายประเภทให้ผู้ใช้เลือกซื้อตามความต้องการเลย
รูปลักษณ์ของรถญี่ปุ่นในปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนและดีไซน์ให้สวยดูสปอร์ตขึ้นในหลายๆ รุ่น ไม่ว่าจะเป็น Mazda Honda และรถรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้นรถญี่ปุ่นจึงมีความโฉบเฉี่ยวไม่แพ้กับรถยุโรปเลย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของรถญี่ปุ่นนอกจากอาจจะสู้ความหรูหราของรถยุโรปไม่ได้แล้ว รถญี่ปุ่นทั่วๆ ไปยังมีการใช้อะไหล่และวัสดุที่อาจไม่ทนทานเท่ารถยุโรปเท่าใดนัก และช่วงล่างหรือความแรงอาจจะยังสู้ไม่ได้เช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่าทั้งรถยุโรปและรถญี่ปุ่นต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครจะเหมาะกับรถสไตล์ไหนมากกว่ากัน ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อรถสักคันก็ควรวางแผนและศึกษารถที่ต้องการซื้อก่อนให้ดี

#รถมือสอง
#รถมือสองเชียงราย
#รถบ้าน
#รถเก๋ง
#รถสวย
#รถสวยคัดเกรด
#รับซื้อรถมือสองทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

ที่อยู่

11/7
Chiang Rai
11210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Best Auto Buyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท