09/06/2020
🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔🤔
รถสมรรถนะดี
คนขับมีทักษะดี มีจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัย
ถนนดี
ปลอดภัยแน่นอนๆๆๆๆ
สมอ.ดันศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติเฟส 2 เร่ง 5 สนามตรวจวัดมาตรฐาน
โครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติมีความก้าวหน้าต่อเนื่อง โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2559 อนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สมอ.ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ภายในกรอบวงเงิน 3,583 ล้านบาท โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด บนพื้นที่1,234 ไร่ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา
โครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ เป็นโครงสร้างสำคัญที่สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ในอีอีซี ซึ่งจะรองรับการตรวจวัดมาตรการชิ้นส่วนยานยนต์เทคโนโลยีใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า(Electric Vehicle)
การก่อสร้างแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ซึ่งส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ประกอบด้วยสนามทดสอบยางล้อและเครื่องมือทดสอบตามมาตรฐาน UN R117 เพื่อทดสอบรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน (Noise) การยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก (Wet Grip) และความต้านทานการหมุน (Rolling Resistance) ของยางล้อ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี2563
ระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ประกอบด้วยสนามทดสอบ 5 สนาม คือ
1.สนามทดสอบสมรรถนะและความเร็ว (Long Distance and High Speed)
2.สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance)
3.สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake and Hill Brake)
4.สนามทดสอบเชิงพลวัต (Dynamic Platform)
5.สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad)
รวมทั้งเครื่องมือทดสอบตามมาตรฐาน รวม19รายการทดสอบ โดยได้มีการดำเนินการแล้วได้แก่ จ้างออกแบบและรายละเอียดประกอบแบบก่อสร้างสนามทดสอบ5สนาม แล้วเสร็จในเดือนก.พ. 2562 และจ้างปรับพื้นที่จำนวน700ไร่ เพื่อการก่อสร้างสนามทดสอบ5สนามแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.2562
สำหรับปี 2563 แม้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่การดำเนินการยังคงเดินหน้าตามแผนที่ได้กำหนดไว้ โดยได้ตัวผู้รับเหมาก่อสร้างแล้ว และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างสนามทดสอบจำนวน 4 สนาม ได้แก่ 1.สนามทดสอบระบบเบรก 2.สนามทดสอบระบบเบรกมือ 3.สนามทดสอบพลวัต และ 4.สนามทดสอบการยึดเกาะขณะเข้าโค้ง
รวมทั้งดำเนินการจัดซื้อชุดเครื่องมือทดสอบ ดังนี้ เข็มขัดนิรภัยสำหรับรถยนต์ , จุดยึดเข็มขัดนิรภัย ระบบยึดแบบไอโซฟิก และไอโซฟิกทอปเทเทอร์ , ที่นั่ง จุดยึดที่นั่ง และพนักพิงศีรษะสำหรับรถยนต์ ,แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์
ส่วนปี 2564 จะมีการดำเนินการก่อสร้างถนนสายหลักภายในสนามทดสอบ และระบบสาธารณูปโภคสำหรับโครงการระยะที่ 2 และจัดซื้อชุดเครื่องมือทดสอบ 1 รายการ ได้แก่ ชุดเครื่องมือทดสอบห้ามล้อสำหรับรถยนต์บรรทุก และห้ามล้อสำหรับรถยนต์นั่ง ตามมาตรฐานUN Regulation No.13และUN Regulation No.13H
และในปี 2565 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างสนามทดสอบสมรรถนะและความเร็ว (Long Distance and High Speed) อาคารปฏิบัติการทดสอบพร้อมชุดเครื่องมือทดสอบการป้องกันผู้โดยสารจากการชนด้านหน้า และด้านข้าง ตามมาตรฐาน UN Regulation No.94 และ UN Regulation No.95 และชุดเครื่องมือทดสอบอีก 5 รายการ
“ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติแห่งนี้ จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2566 ซึ่งจะรองรับการทดสอบรถยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการทดสอบรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 ที่จะเป็นมาตรฐานบังคับภายในปี 2565-2566”
ที่ผ่านมาได้ก่อสร้างสนามทดสอบยางล้อแล้วเสร็จ และได้รับการรับรองสนามทดสอบจาก APPLUS+ IDIADA ของประเทศสเปน โดยสนามทดสอบเป็นตามมาตรฐาน UN R117 และพื้นผิวสนามทดสอบเสียงเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 10844:2014 ทำให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
นอกจากนี้ ยังได้ก่อสร้างห้องปฏิบัติการทดสอบ และจัดซื้อชุดเครื่องมือทดสอบแล้วเสร็จ ซึ่งได้เปิดให้บริการทดสอบรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน (Noise)และการยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก (Wet Grip)เมื่อวันที่15ต.ค.2562โดยสถาบันยานยนต์เป็นผู้รับจ้างดำเนินการทดสอบ และขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารสำนักงาน และระบบสาธารณูปโภค ซึ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี2563
สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับ ชุมชนในพื้นที่ คือ
1) เป็น Land Mark ระดับประเทศและอาเซียน
2) เกิดการจ้างบุคลากรในพื้นที่ ด้านเทคนิคไม่น้อยกว่า 200 คน และด้านอื่นๆ อีกไม่น้อยกว่า 2,000 คน คิดเป็นรายได้ 500-1,000 ล้านบาท
3) เกิดห่วงโซ่ธุรกิจการค้าและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
4) เศรษฐกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง
5) ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้น
ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้รับ คือ
1) ลดเวลาในการทดสอบได้ 2 เดือน ประหยัดค่าทดสอบได้ปีละ 119 ล้านบาท
2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
3) ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล
4) สามารถส่งออกได้มากขึ้น มีรายได้มากขึ้น.
5)มีสนามและเครื่องมือเพื่อรองรับการทดสอบและการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ
1) เป็นศูนย์กลางการทดสอบ วิจัยและพัฒนาในอาเซียน
2) เพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุน
3) เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EEC
4) มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น 150,000 ตัน
5) ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนและยางล้อเป็นอุตสาหกรรม 4.0
https://bit.ly/3bFlvPo