23/06/2026
🚘 7 icons เตือนบนหน้าปัดรถยนต์ สัญญาณอาจจะยัง… ไม่ปลอดภัย น้า
รถยนต์หนึ่งคันประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลายหมื่นชิ้น การเช็กความผิดปกติของรถยนต์โดยละเอียดต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูตามรอบการเข้าศูนย์ฯ แต่ก็มีบางอย่างที่ผู้ขับขี่สามารถทราบเบื้องต้นจากสัญลักษณ์บนหน้าปัดรถ แอดมินได้รวบรวม 7 สัญญาณเตือนพร้อมความหมาย เพื่อให้คุณประเมินเองได้ว่า อาการนี้สามารถรอได้หรือต้องได้รับการตรวจเช็กทันที
สีของสัญญาณเตือนในรถยนต์ แบ่งเป็น 3 สี ประกอบด้วย สีเขียว สีเหลือง สีแดง แต่แอดมิน จะโฟกัส 2 สี คือ
🟡 สัญญาณไฟเหลือง
สัญญาณไฟสีเหลือง หมายถึง ระบบเครื่องยนต์และระบบฟังก์ชันยังสามารถใช้งานได้อยู่ แต่ควรระมัดระวังและแนะนำให้นำรถไปตรวจเช็กภายหลังการใช้งานเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
🔴 สัญญาณไฟสีแดง
สัญญาณไฟสีแดง หมายถึง สัญญาณแจ้งเตือนว่าระบบเครื่องยนต์กำลังมีปัญหา ควรหยุดใช้งานทันที และนำรถเข้าตรวจสอบความผิดปกติดังกล่าว
แต่ไม่ว่าไฟสีไหนขึ้นโชว์หากคุณสงสัย หรือรถยนต์มีปัญหาบนท้องถนน ขับต่อไม่ได้ ติดต่อ Sompo Roadside Service 02-039-5780 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง*
❤️ บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์โดยช่างผู้เชียวชาญ*
❤️บริการช่างซ่อมรถยนต์ฉุกเฉิน*
❤️บริการเติมน้ำมันฉุกเฉิน*
❤️บริการรถยก – ลาก*
❤️บริการ รับ-ส่ง กุญแจสำรอง*
🔴เริ่มต้นที่สัญญาณไฟสีแดง🔴
1. ไฟกาน้ำมันเครื่อง (Oil Pressure Warning)
ไฟรูปกาน้ำมันเครื่อง ไฟจะขึ้นเตือนตั้งแต่คุณสตาร์ทรถยนต์ และดับลงไปถ้ารถยนต์ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไฟติดค้างตลอดเวลาแสดงว่าระบบน้ำมันเครื่องมีปัญหา
สาเหตุอาจจะเกิดได้จาก
1. ระดับน้ำมันเครื่องต่ำกว่าปกติ
2. เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำมันเครื่องมีปัญหา
3. ระบบปั้มน้ำมันเครื่องมีปัญหา
4. มีจุดรั่วซึมทำให้น้ำมันเครื่องไหลออก
วิธีแก้ไขเบื้องต้น
ให้คุณจอดรถในที่ปลอดภัย ดับเครื่องยนต์ และเปิดฝากระโปรงรถยนต์เพื่อเช็ก
ร่องรอยของน้ำมันเครื่องรั่วเบื้องต้น โดยสังเกตจากพื้นว่ามีรอยน้ำมันเครื่องไหม และค่อย ๆ ดูที่เครื่องยนต์ และเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยดูแล
ข้อควรระวัง
แอดมินแนะนำว่า เมื่อรถยนต์เพิ่งจอด อย่านำมือไปจับชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เด็ดขาด เพราะเครื่องยนต์ร้อนมาก ๆ ให้ใช้สายตาตรวจเช็กร่องรอยก็เพียงพอแล้ว
2.ไฟเตือนระบบเบรก (Brake Warning)
ไฟเตือนรูปวงกลมมีเครื่องหมาย ( ! ) หรือคำว่า BRAKE! ไฟจะสว่างขึ้นเมื่อดึงเบรกมือ แต่หากปลดเบรกมือแล้ว ไฟยังติดค้างขณะขับ อาจหมายถึงระบบเบรกมีความผิดปกติ ให้รีบตรวจเช็กทันที
สาเหตุอาจจะเกิดได้จาก
- น้ำมันเบรกพร่อง
- เบรกมือค้าง
- ผ้าเบรกบาง / ผ้าเบรกหมด
- ระบบปั้มเบรกมีปัญหา
- น้ำมันเบรกร้อน / ผ้าเบรกร้อน
วิธีแก้ไขเบื้องต้น
ให้คุณหยุดใช้ความเร็วทันที และค่อย ๆ ลดความเร็วของรถยนต์ ประคองรถให้จอดอย่างปลอดภัยที่สุด และแอดมินแนะนำให้คุณเรียกช่างผู้เชียวชาญเข้ามาตรวจสอบรถและทำการซ่อมแซมโดยทันที
ข้อควรระวัง
ระบบเบรกเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้รถหยุดนิ่งได้ เพื่อความปลอดภัยแอดมินแนะนำให้หมั่นตรวจเช็กตามระยะ
3. ไฟความร้อนหม้อน้ำ (Coolant Temperature Warning)
ไฟเตือนเครื่องยนต์ร้อนสีแดง คือไฟที่โชว์ว่าเครื่องยนต์กำลังเริ่มร้อนเกินไป และห้ามขับรถต่อโดยเด็ดขาด
สาเหตุอาจจะเกิดได้จาก
- น้ำยาหล่อเย็นหมด หรือ รั่วซึม
- หม้อน้ำตัน หรือ แตก
- พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงาน
- ปั้มน้ำเสีย (ปั้มน้ำที่ทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำยาหล่อเย็น)
วิธีแก้ไขเบื้องต้น
ให้คุณรีบนำรถยนต์เข้าจอดในจุดที่ปลอดภัย ไม่กีดขวางทางจราจร หลังจากนั้นให้คุณเปิดฝากระโปรงรถระบายความร้อน
ข้อควรระวัง
ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำทันที เพราะระบบหม้อน้ำมีแรงดันสูง หากเปิดตอนร้อน น้ำร้อนอาจจะพุ่งขึ้นมาลวกคุณได้แอดมินแนะนำว่าให้รอสักพัก และค่อย
เช็กระดับน้ำในหม้อน้ำ
ข้อสังเกตุ
แอดมินไม่แนะนำให้ฝืนขับรถต่อ เพราะอาจจะมีผลเสียทำให้ฝาสูบโก่งและอาจจะเสียค่าซ่อมแพงขึ้น แต่หากหม้อน้ำไม่ได้รั่ว แอดมินแนะนำให้เติมน้ำยาหม้อน้ำให้ตรงรุ่นรถยนต์เท่านั้น
4. ไฟแบตเตอรี่ (Battery/Charging System Warning)
หากไฟแบตเตอรี่ขึ้นเตือน คุณอาจจะยังมีเวลาเตรียมตัวหาสาเหตุอยู่เล็กน้อย
แอดมินแนะนำว่า อย่าพึ่งดับเครื่องยนต์ และรีบนำรถเข้าไปเช็กอุปกรณ์ปั่นไฟ และแบตเตอรี่โดยทันที
สาเหตุอาจจะเกิดได้จาก
- ไดชาร์จมีปัญหา หรือไม่ปั่นไฟ (ไดชาร์จคืออุปกรณ์ที่เอาไว้ปั่นไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์)
- แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมสภาพ หรือ แบตเตอรี่หมด
- สายพานหน้าเครื่องขาด (สายพานหน้าเครื่องยนต์มีหน้าที่เอาไว้หมุนปั่นให้อุปกรณ์ในรถทำงานได้ เช่น ไดชาร์จ คอมแอร์ พวงมาลัยเพาเวอร์)
วิธีแก้ไขเบื้องต้น
ไดชาร์จ และแบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยความรู้ของช่างผู้เชี่ยวชาญ
แอดมินแนะนำให้ติดต่อช่าง หรือศูนย์บริการ เพื่อหาสาเหตุหรือเปลี่ยนอะไหล่
สัญญาณไฟสีเหลือง 🟡
5. ความดันลมยางอ่อน (Tire Pressure Monitoring)
ไฟเตือนความดันลมยางอ่อน ในสมัยก่อนจะเห็นเฉพาะรถยุโรป หรือรถญี่ปุ่นเกรดพรีเมียม แต่สำหรับรถปัจจุบันทางโรงงานได้ใส่เพิ่มเติมเข้ามาแล้ว หากไฟเตือนนี้ขึ้น แปลว่า ลมยางรถยนต์ของคุณผิดปกติ ให้คุณนำรถเข้าไปเติมลมยาง เพื่อตรวจเช็กกับร้านยาง หรือศูนย์บริการโดยเร็วที่สุด
สาเหตุอาจจะเกิดได้จาก
- ยางรั่วซึม หรือยางอ่อน
- อุณหภูมิของยางร้อนเกินไป
- ลมยางทั้ง 4 ล้อ ไม่เท่ากัน
วิธีแก้ไขเบื้องต้น
คุณสามารถเติมลมยางและรีเซ็ตค่าลมยางตามคู่มือรถยนต์
ตรวจสอบรอยรั่ว รอยบาดบนยาง หรือรอยตะปู และนำรถเข้าไปปะยาง
ข้อควรระวัง
แอดมินไม่แนะนำให้คุณฝืนขับรถทั้ง ๆ ที่ยางแบนแล้ว เพราะการบดยางที่ไม่มีลม จะทำให้โครงสร้างของยางเส้นนั้นเสียทันที และหากใช้ต่อก็เสี่ยงที่จะบวม และระเบิดได้
6. ไฟเครื่องยนต์ (Check Engine)
ไฟเตือนนี้แปลว่า ชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งในเครื่องยนต์กำลังมีปัญหา หากรถยังขับได้ แอดมินแนะนำให้รีบนำรถเข้าตรวจเช็กด้วยเครื่องมือเฉพาะ ที่ศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมที่เชี่ยวชาญ
ปัญหาไฟเตือนเครื่องยนต์นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เพราะเครื่องยนต์ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลายชิ้น แต่ สาเหตุที่คุณสามารถสังเกตุได้ด้วยตนเองคือ
- ระบบน้ำมันมีปัญหา น้ำมันรั่วซึม (ให้ตรวจเช็กหากลิ่นของน้ำมัน เบนซิน หรือน้ำมันดีเซล)
- ระบบ Air Flow มีปัญหา ให้คุณสังเกตท่อที่อยู่บนเครื่องยนต์ว่ามีท่อไหนหลุด หรือว่าท่ออากาศขาดหรือไม่
- ระบบท่อไอเสียมีปัญหา เช่น แคทตาไลติกเสีย หรือการโดนขโมยแคทตาไลติก
(แคทตาไลติก Catalytic คือ อุปกรณ์ในระบบท่อไอเสียของรถยนต์ ทำหน้าที่ฟอกอากาศเสียจากการเผาไหม้ให้กลายเป็นก๊าซที่เป็นอันตรายน้อยลง)
7. ไฟ Airbag (Airbag Warning)
ไฟเตือน ถุงลมนิรภัยเป็นไฟที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง เพราะถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เรารอดชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น หากไฟถุงลมนิรภัยโชว์ขึ้นมา แอดมินแนะนำว่าให้รีบนำรถยนต์เข้าไปเช็กกับศูนย์บริการโดยทันที
#สตูลรถบ้าน ี_รถมีประกัน