06/04/2026
รีดกำไรโรงกลั่น = หายนะประเทศ | กรณีศึกษาเวเนซูเอล่า 🔥
"น้ำมันแพงจัด… โรงกลั่นกำไรเพิ่ม… เก็บ Windfall Tax เลยสิ!"
ประโยคนี้กำลังดังมากในโซเชียลตอนนี้ค่ะ และเชื่อว่าหลายคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะมันฟังดู "แฟร์" มากเลยใช่ไหม? น้ำมันแพง คนเดือดร้อน แต่โรงกลั่นกำไรพุ่ง ก็ "รีด" เอามาแบ่งปันสิ ยุติธรรมดี
แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ ก่อนจะกดแชร์โพสต์ด่าโรงกลั่น ลองฟังเรื่องนี้ก่อนค่ะ
เพราะเคยมีประเทศหนึ่ง ที่คิดแบบนี้เหมือนกัน... และเขา "รีดกำไร" จากโรงกลั่นจนหมดตัว จนสุดท้ายประเทศที่ "รวยน้ำมันที่สุดในโลก" กลายเป็นประเทศที่ประชาชน คุ้ยขยะหาอาหาร
ประเทศนั้นชื่อ เวเนซูเอล่า 🇻🇪
💰ก่อนอื่น มาคุยกันก่อนว่า "Windfall Tax" คืออะไร?
Windfall Tax หรือ "ภาษีลาภลอย" พูดง่ายๆ คือภาษีที่รัฐเก็บเพิ่มจากบริษัทที่ "กำไรเกินปกติ" ในช่วงที่สถานการณ์พิเศษ เช่น สงคราม วิกฤตพลังงาน ทำให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้นผิดธรรมชาติ
แนวคิดคือ กำไรพวกนี้ไม่ได้เกิดจาก "ความเก่ง" ของบริษัท แต่เกิดจาก "วิกฤตของสังคม" ดังนั้นรัฐก็ควรเก็บส่วนเกินนี้มาช่วยประชาชน
ฟังดูสมเหตุสมผลมากเลยใช่ไหมคะ? แต่ปัญหาคือ "พอเริ่มรีด แล้วจะหยุดตรงไหน?" 🤔
🇹🇭 ตอนนี้เมืองไทยกำลังคิดจะทำอะไรกับโรงกลั่น?
เรื่องนี้ร้อนแรงมากค่ะ ณ ตอนนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานบอกว่า วิกฤตน้ำมันรอบนี้ "รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์" ราคาดีเซลในตลาดโลกพุ่งจากปกติ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า รุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 150 ดอลลาร์ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 50,000 ล้านบาท
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน คตร. ได้มีมติให้กระทรวงพลังงานเร่งขอความร่วมมือจากโรงกลั่น ให้นำส่ง "กำไรส่วนเกิน" เข้ากองทุนน้ำมัน โดยพบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคม 2569 สูงถึง 7.30 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 กระทรวง (พลังงาน, การคลัง, พาณิชย์) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเก็บ Windfall Tax จากค่าการกลั่นตลาด (GRM) ของโรงกลั่นไทย
และไม่ใช่แค่ไทยนะคะ รัฐมนตรีคลังของ 5 ประเทศชั้นนำใน EU ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี สเปน โปรตุเกส และออสเตรีย ก็เพิ่งออกมาเรียกร้องให้ EU เก็บ Windfall Tax จากบริษัทพลังงานเช่นกัน
เห็นไหมคะว่ากระแสนี้มันเป็นกระแสทั่วโลก ไม่ใช่แค่ไทย แต่คำถามสำคัญคือ "ทำยังไงให้ได้ช่วยคน โดยไม่ทำลายโรงกลั่น?"
เพราะถ้าทำผิดวิธี... สิ่งที่เกิดกับเวเนซูเอล่าอาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
🇻🇪 เวเนซูเอล่า: ประเทศที่ "รวยน้ำมันที่สุดในโลก" แต่ประชาชนต้องคุ้ยขยะหาอาหาร
ลองนึกภาพนะคะ ถ้าประเทศไทยมีน้ำมันดิบอยู่ใต้ดินมากที่สุดในโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบียเสียอีก เวเนซูเอล่าได้รับการรับรองว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วสูงที่สุดในโลก ที่ระดับ 316,000 ล้านบาร์เรล นี่คือจำนวนน้ำมันที่ถ้าขุดขึ้นมาขายได้ทั้งหมด จะซื้อ GDP ของไทยทั้งประเทศได้หลายสิบปีเลยค่ะ
และประเทศนี้เคยมีบริษัทน้ำมันแห่งชาติชื่อ PDVSA (เปเดเบซา) ที่เคยยิ่งใหญ่ระดับ Top 5 ของโลก ณ สิ้นปี 2013 PDVSA ผลิตน้ำมันดิบได้ 3.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลั่นเชื้อเพลิงในประเทศได้ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีสินทรัพย์รวม 231,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนของทุน 84,000 ล้านดอลลาร์ และกำไร 12,000 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ในช่วงปี 2004 ถึง 2013 รายได้จากน้ำมันรวมสูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 96 ของรายได้ส่งออกทั้งประเทศ
96%! ทั้งประเทศ "แขวนชีวิต" อยู่กับน้ำมันสิ่งเดียว
📌 Step 1: ชาเวซ "ไล่คนเก่ง เอาพรรคพวกมาแทน"
ปี 1999 อูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) ชนะเลือกตั้ง ขึ้นมาด้วยวาทกรรมสุด populist — "เอากำไรน้ำมันมาแจกคนจน!" ยุคแรกๆ มันเวิร์คมากค่ะ ความยากจนลดลง การศึกษาดีขึ้น สาธารณสุขดีขึ้น
แต่เงินทั้งหมดมาจากไหน? ก็ "รีด" จาก PDVSA ไงคะ!
กำไรที่ควรเอาไปซ่อมโรงกลั่น ลงทุนเทคโนโลยี จ้างวิศวกรเก่งๆ ถูกดึงไปหมด ไปใช้ทำโครงการประชานิยม ไปแจกน้ำมันถูกให้คิวบา ไปถึงขั้นแจกน้ำมันทำความร้อนฟรีให้คนอเมริกันที่ยากจน (จริงๆ นะคะ ไม่ได้พูดเล่น!)
แล้วพอพนักงาน PDVSA ไม่พอใจ ประท้วงหยุดงาน ชาเวซทำยังไง? ไล่พนักงานออกราวครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 40,000 คน แล้วเอาคนที่ภักดีต่อตัวเองมาแทน
คนเก่ง out. พวกพ้อง in.
ลองนึกภาพเหมือนคุณมีโรงพยาบาลดีที่สุดในประเทศ แล้ววันหนึ่งไล่หมอผ่าตัดออกครึ่งหนึ่ง เอาคนที่ "เชียร์พรรคเรา" แต่ไม่เคยจับมีดผ่าตัดมาก่อนมาแทน... จะเกิดอะไรขึ้นก็พอเดาได้ใช่ไหมคะ
📌 Step 2: มาดูโร่ ซ้ำเติมจนโรงกลั่นหมดสภาพ
พอชาเวซตายในปี 2013 มาดูโร่ (Maduro) ขึ้นมาสืบทอดอำนาจ และทำทุกอย่างแย่ลงอีก 10 เท่า
ต้นปี 2014 รัฐบาลมาดูโร่ดำเนินการกวาดล้างทางการเมืองอย่างรุนแรงภายใน PDVSA เพื่อกำจัดผู้นำเก่าและยึดกุมรายได้ทั้งหมดไว้ในมือ
แล้วถึงจุดที่ไม่น่าเชื่อ ปี 2017 รัฐบาลยกการควบคุม PDVSA ให้กองทัพ แต่งตั้งนายพลหน่วยรักษาดินแดนขึ้นมาเป็นทั้งประธาน PDVSA และรัฐมนตรีน้ำมันพร้อมกัน พนักงานลาออกอีกกว่า 30,000 คน ส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและช่างเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญสูง
เอานายพลมาคุมโรงกลั่น! ก็เหมือนเอาแม่ทัพไปเป็นเชฟทำอาหาร แล้วบอกว่า "ก็มันบังคับบัญชาคนเก่งนี่นา" 😩
📌 Step 3: โรงกลั่นพัง → ประเทศพัง → ชีวิตคนพัง
นี่คือผลลัพธ์ของการ "รีดกำไร" จนโรงกลั่นหมดเลือดค่ะ
กำลังกลั่นล่มสลาย: กำลังการกลั่นของเวเนซูเอล่าลดลงถึงร้อยละ 90 จากที่เคยเป็นศูนย์กลั่นใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา ตอนนี้โรงกลั่นที่เหลืออยู่ทำงานได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของกำลังการผลิตเต็ม
การผลิตน้ำมันดิบดิ่งเหว: จากจุดสูงสุดที่ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน ลดไปกว่า 80%
อุบัติเหตุร้ายแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า: อัตราอุบัติเหตุในโรงกลั่นพุ่งสูงขึ้นจากการตัดลดต้นทุน การละเลยการบำรุงรักษา และการสูญเสียวิศวกรที่มีประสบการณ์ ปี 2012 โรงกลั่น Amuay ระเบิด มีคนตาย 48 คน บ้านพัง 1,600 หลัง กว่า 10 ปีแล้วยังไม่ฟื้น
และนี่คือจุดที่ย้อนแย้งที่สุด: ประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ต้อง "นำเข้า" น้ำมันสำเร็จรูป เพราะโรงกลั่นตัวเองพังหมด
อ่านอีกทีนะคะ ประเทศที่รวยน้ำมันที่สุดในจักรวาล ต้องไปซื้อน้ำมันจากคนอื่น เพราะโรงกลั่นของตัวเองถูก "รีด" จนเหลือแต่ซาก
📌 Step 4: เศรษฐกิจพังทลาย ชีวิตคนล่มสลาย
ตัวเลขที่จะบอกต่อไปนี้ ฟังแล้วอาจไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงในยุคนี้ค่ะ
มาตรฐานการครองชีพดิ่งลงร้อยละ 74 ระหว่างปี 2013 ถึง 2023 ถือเป็นการตกต่ำอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่ และเป็นการล่มสลายที่เกิดขึ้นในยามสงบ ไม่มีสงคราม ไม่มีปฏิวัติ
เงินเฟ้อพุ่งถึง 9,598% ในปี 2019 สูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์โลก ค่าแรงขั้นต่ำลดจาก 480 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2012 เหลือ 2.4 ดอลลาร์ในปี 2021 และ 96% ของประชากรตกอยู่ใต้เส้นความยากจน
ค่าแรงขั้นต่ำจาก 480 ดอลลาร์ เหลือ 2.4 ดอลลาร์! ลดลง 200 เท่า!!
รายได้จากน้ำมันลดลง 93% ระหว่างปี 2012 ถึง 2020 ทำให้ประเทศไม่มีเงินตราต่างประเทศนำเข้าสินค้าจำเป็น ประชาชนกว่า 5.4 ล้านคนอพยพหนีออกนอกประเทศ คนที่เหลือต้องต่อคิวยาวเป็นกิโลเพื่อซื้ออาหาร โรงพยาบาลไม่มีแม้แต่สบู่กับยาปฏิชีวนะ
นี่คือราคาของการ "รีดกำไรโรงกลั่นจนหมดตัว" ค่ะ 💀
🔎 แล้วไทยกำลังจะเดินซ้ำรอยเวเนซูเอล่าไหม?
ต้องบอกตรงๆ เลยค่ะว่า สถานการณ์ของไทยไม่เหมือนเวเนซูเอล่า ในหลายมิติ ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันเป็นรายได้ 96% ของประเทศ โรงกลั่นไทยก็ไม่ได้ถูกเอานายพลมาบริหาร และเรามีระบบตลาดทุนที่โปร่งใสกว่ามาก
แต่ หลักการพื้นฐานมันมีความคล้ายกันค่ะ นั่นคือ ถ้าคุณรีดกำไรจากโรงกลั่นจน "ไม่เหลือเงินไปลงทุนซ่อมบำรุง" ผลลัพธ์ระยะยาวจะเหมือนกันทุกประเทศ
มาดูความจริงที่ต้องยอมรับกันค่ะ
👉🏻 ความจริงข้อที่ 1: ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่า War Premium และค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม นั่นหมายความว่า GRM แพงๆ ที่เราเห็น ไม่ได้เป็นกำไรล้วนๆ ของโรงกลั่น แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ก็ยอมรับว่ามันมี "กำไรส่วนเกิน" จริงๆ อยู่ส่วนหนึ่ง
👉🏻 ความจริงข้อที่ 2: ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซง GRM โดยตรงหรือบังคับให้โรงกลั่นช่วยอุดหนุนทางการเงิน การดำเนินการตอนนี้จึงเป็น "การขอความร่วมมือ" ไม่ใช่การบังคับ ซึ่งต่างจากเวเนซูเอล่าที่รัฐบาลบังคับยึดกำไรทั้งหมด
👉🏻 ความจริงข้อที่ 3: น้ำมันดิบที่จะส่งมาถึงไทยในเดือนเมษายน 2569 มีเพียง 24 ล้านบาร์เรล เทียบกับความต้องการ 36 ล้านบาร์เรล นั่นแปลว่า ตอนนี้ "ปัญหาอุปทาน" น้ำมันดิบที่จะป้อนเข้าโรงกลั่นยังขาดอยู่ 1 ใน 3 ถ้าโรงกลั่นไม่มีแรงจูงใจทางธุรกิจที่จะดิ้นรนหาน้ำมันดิบมาเข้าระบบ ปัญหาอาจแย่ลงไปอีก
⚖️ จุดสมดุลที่ไทยต้องหาให้เจอ
บทเรียนจากเวเนซูเอล่าไม่ได้บอกว่า "ห้ามแตะโรงกลั่น" ค่ะ แต่มันบอกว่า "ถ้าจะแตะ ต้องทำอย่างฉลาด"
สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่ตอนนี้คือ ขอให้โรงกลั่นนำส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน โดยสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งวิธีนี้ถ้าทำแบบ "ชั่วคราว" ในช่วงวิกฤต มันก็พอเข้าใจได้ หลายประเทศในยุโรปก็ทำแบบนี้ตอนวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้ "ชั่วคราว" กลายเป็น "ถาวร" เพราะนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซูเอล่า เริ่มจาก "ขอความร่วมมือ" กลายเป็น "บังคับ" กลายเป็น "ยึด" กลายเป็น "รีดจนหมดหน้าตัก" แล้วสุดท้ายโรงกลั่นก็ไม่เหลืออะไรให้รีดอีกต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า PDVSA ต้องใช้เงินอย่างน้อย 60,000 ล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูและอัปเกรดโรงกลั่นที่เสื่อมสภาพ ลองคิดดูนะคะ เงินที่รีดไปช่วยคนได้ไม่กี่ปี แต่ค่าซ่อมโรงกลั่นที่พังกลับแพงกว่าหลายเท่า มันเหมือนคุณไม่ยอมเปลี่ยนน้ำมันเครื่องรถเพราะอยากประหยัดเงินไปซื้อข้าว สุดท้ายเครื่องยนต์พัง ค่าซ่อมแพงกว่าค่าข้าวทั้งชีวิตรวมกัน
📣 สรุป
Windfall Tax ไม่ใช่ "ปิศาจ" ค่ะ หลายประเทศใช้มัน และถ้าออกแบบดีๆ มันช่วยสร้างสมดุลระหว่างกำไรเอกชนกับภาระสังคมได้จริง
แต่ "รีดกำไรโรงกลั่น" กับ "ทำลายโรงกลั่น" มันห่างกันแค่เส้นบางๆ ค่ะ
เวเนซูเอล่าสอนเราว่า เส้นบางๆ นั้น เมื่อข้ามไปแล้ว จะกลับมาแทบเป็นไปไม่ได้ การล่มสลายทางเศรษฐกิจของเวเนซูเอล่าถูกขับเคลื่อนโดยนโยบายภายในประเทศเป็นหลัก มันเกิดจาก "การตัดสินใจเชิงนโยบาย" ที่รีดจนน้ำมันไม่เหลือแม้แต่หยดให้โรงกลั่นหายใจ
เวเนซูเอล่าเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก แต่กลับไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนน้ำมันเหล่านั้นให้เป็นผลผลิตที่มั่นคงได้ หากปราศจากความช่วยเหลือจากภายนอก
สำหรับประเทศไทย เราไม่มีน้ำมัน 316,000 ล้านบาร์เรลอยู่ใต้ดิน แต่เรามีโรงกลั่นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิศวกรที่เก่ง มีระบบที่รันมาหลายสิบปี นี่คือ "ทรัพย์สิน" ที่ต้องรักษา
ช่วยคนได้ ดึงกำไรส่วนเกินได้ แต่ อย่าทำลายสิ่งที่ผลิตน้ำมันให้คนไทยใช้ทุกวัน
เพราะถ้าโรงกลั่นพัง... คนที่เดือดร้อนที่สุดไม่ใช่ผู้ถือหุ้น แต่คือ ประชาชนที่ต้องเติมน้ำมันทุกเช้า นั่นแหละค่ะ เพราะมันจะเปลี่ยนจากขาดแคลนทิพย์ เป็นขาดแคลนจริงค่ะ 🔥
และสุดท้ายแน่นอนว่า ผู้ถือหุ้นโรงกลั่นอยู่ตอนนี้คงไม่พอใจแน่ๆ ซึ่งไม่ใช่แอด เพราะแอดไม่เล่นหุ้นไทย แถมถ้าหุ้นไทยตก = แอดทายถูกอีกด้วยว่าอย่าเล่นหุ้นไทยเลย 😅😆
ปล. ตอนนี้เวเนฯ ได้ผู้กอบกู้แล้ว และคนๆนั้นคือ DJT 🤣