สินค้า unicity thailand by benz

สินค้า unicity thailand by benz ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการดูแล เป็นผู้นำในด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการดูแลสุขภาพที่เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในทุกๆด้านของคุณ

01/08/2016

ว่าด้วยเรื่องของสาระๆๆๆๆ

1.ไม่ว่าวันนี้จะเลวร้ายแค่ไหน
จงยิ้มเข้าไว้...เพราะพรุ่งนี้อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า
2.คำว่า 'พรุ่งนี้รวย' ของคนขายลอตเตอรี่
ไม่ใช่คำมั่นสัญญา แต่เป็นปรัชญาที่ต้องตี
ความ...เหมือนคำพูดของนักการเมือง ตอนหาเสียง
3.สิ่งที่คนเมาพูด คือ สิ่งที่คนปกติคิด
4.ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ดียังไง
มันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่
ที่ต้องให้คุณคิดหาทางแก้ไขต่อไป..เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย
5.ทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด...แต่วิธีแก้ที่ง่ายที่สุด
จะพบหลังจากใช้วิธียากที่สุดไปแล้ว
6.อะไรก็ตามที่คุณอยากจะถาม... เป็นไปได้มากว่า
มันคือสิ่งที่คุณไม่ควรจะรู้
7.คนเรามักจะพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด
ในเวลาที่ไม่เหมาะที่สุด และกับคนที่ไม่น่าจะพูดที่สุด
8.สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดที่สุด คือ
สินค้าที่คนโง่ที่สุดใช้เป็น และอยากจะใช้
แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ตาม
9.เมื่อคุณมาประชุมสาย ประธานจะมาตรงเวลา
และเมื่อคุณมาตรงเวลา การประชุมเลื่อนไปไม่มีกำหนด
10.อะไรก็ตามที่คุณคิดได้ และรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆ
คุณก็จะพบว่า มีคนอื่นที่ไหนสักแห่ง คิดมาแล้ว

คลอโรฟิลล์ พาวเดอร์ (Chlorophyll Powder)"คลอโรฟิลล์ คือโลหิตของพืช มีแร่ธาตุธรรมชาติมากมายประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ...
07/02/2016

คลอโรฟิลล์ พาวเดอร์ (Chlorophyll Powder)

"คลอโรฟิลล์ คือโลหิตของพืช มีแร่ธาตุธรรมชาติมากมายประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน โปรตีน และสารอาหารต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย ของเรา มนุษย์ควรบริโภคคลอโรฟิลล์มาก ๆ เพื่อมาเสริมฮีโมโกลบิลในเม็ดเลือด ดังคำกล่าวที่ว่า ?เลือดพืชมีสีเขียว เลือดมนุษย์มีสีแดง มนุษย์จะมีสุขภาพที่ดีได้เลือดจะต้องไม่มีพิษ จงล้างพิษด้วยพืชสีเขียว? คลอโรฟิลล์ เป็นสารสีเขียวที่สกัดจากต้นอัลฟัลฟา (Alfalfa) สาเหตุที่เราต้องดื่มคลอโรฟิลล์ เพราะว่าการบริโภคผัก ผลไม้สดโดยตรง อาจไม่สะดวกและที่เลวร้ายกว่านั้นผักผลไม้สดทั่วไป มักมีสารเคมีที่เป็นพิษปนเปื้อน การดื่มคลอโรฟิลล์ ที่ผ่านกระบวนการผลิตได้มาตรฐาน จึงสามารถทดแทน การรับประทานพืชผักบริสุทธิ์ ปริมาณมาก ๆ ได้"
คุณประโยชน์
- ช่วยในกระบวนการล้างสารพิษในเลือดและขจัดของเสียสะสมในร่างกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้น
- ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ฟอกเลือดให้สะอาด
- ช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ
- ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ลดปัญหาเส้นเลือดขอด
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดรอยดำคล้ำใต้ดวงตา ทำให้ใบหน้าสดใส
- ลดอาการภูมิแพ้ ผื่นมลพิษ แพ้อากาศ โรคหอบหืด
- บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ปวดศีรษะ และไมเกรน
- ลดกรดในกระเพาะอาหารและลำไส้
- บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
วิธีรับประทาน
ผสมผงคลอโรฟิลล์ลงในน้ำดื่มธรรมดาหรือน้ำอุ่น เขย่าหรือคนจนเป็นสีเขียว(2-3 บีบ/600 มิลลิลิตร) ดื่มแทนน้ำวันละ 1-2 ลิตร เป็นประจำทุกวัน จะทำให้ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี
คำแนะนำ
- ผู้ป่วยโรคไทรอยด์, SLE, ธาลัสซีเมีย ควรทดลองดื่มทีละน้อยจาง ๆี
- ผู้ที่ไม่รับประทานผักควรเริ่มต้นดื่มจาง ๆแล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นขึ้น

สนใจสินค้าโทรถามราคาพิเศษได้ครับ
087-578-9804 คุณเบ้นช์ Line ID: 0875789804
ส่งข้อความ https://goo.gl/RlLEYK
รับประกันทุกความพอใจ ของแท้แน่นอน

วันนี้เอาสาระน่ารู้ความรู้รอบตัวมาฝาก..ทุกคนปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก คุณรู้จักอาการเหล่านี้ดีพอแล้วหรือยัง?ครับ1.ปวดท้อง...
13/12/2015

วันนี้เอาสาระน่ารู้ความรู้รอบตัวมาฝาก..ทุกคน
ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก คุณรู้จักอาการเหล่านี้ดีพอแล้วหรือยัง?ครับ
1.ปวดท้อง
อาการปวดท้องอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และบางสาเหตุอาจ ทราบได้ไม่ยากจากตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรงของการปวด ระยะเวลาที่ปวด รวมถึงลักษณะของการปวด ดังนั้นการสังเกตรูปแบบของการปวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น หากคุณสามารถอธิบายอาการปวดของคุณได้ละเอียดเพียงใด ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น
โดยทั่วไปอาการปวดอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. อาการปวดแบบทั่วทั้งท้อง หมายถึง ตำแหน่งปวดกินพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของหน้าท้องหรือมากกว่า ส่วนใหญ่อาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย หรือมีเชื้อโรคบางชนิดปนเปื้อนมากับอาหาร อาการอาจไม่หนักหนามากแต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรืออาการรุนแรงกว่าเดิมคุณควรไปปรึกษาแพทย์
2. อาการปวดท้องเฉพาะที่ หมายถึง ปวดบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของช่องท้อง มีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาไม่นาน อาจเกิดจากอวัยวะภายในอักเสบเฉียบพลัน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือกระเพาะอาหารอักเสบ
3. อาการปวดเกร็งแบบเป็นตะคริว หมายถึง ปวดบ้างคลายบ้าง เป็นๆ หายๆ คล้ายกับลูกคลื่น อาการอาจทุเลาเมื่อผายลมหรือถ่ายออกมา แต่ไม่นานก็มีอาการปวดอีก
เนื่องจากโรคต่าง ๆ ภายในช่องท้องมักทำให้เกิดอาการปวดท้องร่วมด้วย อาการข้างต้นอาจเกิดจากอวัยวะต่าง ๆ เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี เป็นต้น
คุณควรรักษาสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผักและผลไม้ ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ลดละอาหารเผ็ดมัน รวมถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดแก๊ส และไม่ปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป
คุณควรไปพบแพทย์เมื่อใด?
เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายท้อง ปวดท้องติดต่อกันมาหลายวัน
ปวดท้องมากติดต่อกัน หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 1-2 วัน
มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกายร่วมด้วย
ปวดท้องระหว่างตั้งครรภ์
ปวดท้องเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
มีอาการปวดท้องระหว่างกำลังรักษาโรคอื่นอยู่
ควรอดทนต่ออาการปวดท้องหรือไม่
คุณไม่ควรทนอยู่หลายวัน บางท่านอาจคิดว่ามีแต่เด็กๆ เท่านั้นที่ต้องไปพบแพทย์เพราะอาการปวดท้อง แต่ในความเป็นจริงผู้ใหญ่ก็ไม่มีข้อยกเว้น หากคุณรู้สึกปวดท้องไม่มาก การใช้ยาสามัญประจำบ้านอาจจะเพียงพอในระยะสั้น แต่ถ้าหากปวดท้องต่อเนื่องทั้งวัน คุณก็ไม่ควรทนกับอาการปวดนานเกินไป เพราะอาจมีสาเหตุมาจากโรคที่รุนแรงก็เป็นไดท้องเสีย
อาการถ่ายเหลวหรืออุจจาระเป็นน้ำ โดยมากมีสาเหตุจากการติดเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อพยาธิที่เข้าสู่ร่างกายพร้อมอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด หรืออาจไม่เกี่ยวกับเชื้อโรคแต่เป็นเรื่องของความเครียด กังวล หรือผลข้างเคียงจากยาบางอย่างก็เป็นได้ อาการท้องเสียในเด็กเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยเร็วมากกว่าผู้ใหญ่
เมื่อคุณมีอาการท้องเสีย คุณควรดื่มน้ำเปล่าและเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย หลีกเลี่ยงนมสด คาเฟอีน อาหารไขมันสูงและอาหารทะเล และพยายามพักผ่อนให้มาก
ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ห่างไกลจาก อาการท้องเสีย คุณควรล้างมือเป็นประจำก่อนและหลัง รับประทานอาหาร ระวังอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษเมื่อเดินทาง ไม่รับประทานของสุก ๆ ดิบ ๆ หากไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดก็ไม่ควรลอง
คุณควรไปพบแพทย์เมื่อใด?
เมื่อท้องเสียติดต่อกันมากกว่า 2-3 วัน
เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะมีสีเข้ม อ่อนเพลีย หน้ามืด เวียนศีรษะ
เมื่ออุจจาระมีเลือดปนหรือออกสีดำ
มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
มีอาการปวดท้องมาก หรือปวดบริเวณทวารหนัก
เมื่อท้องเสียควรรีบรับประทานยาหรือไม่?
อาจไม่จำเป็นเสมอไป การขับถ่ายเป็นการระบายเชื้อโรคและของเสียออกจากร่างกาย การใช้ยาบางชนิดเพื่อหยุดการขับถ่ายในทันที (เช่น ยาโลเพอราไมด์) อาจทำให้เชื้อโรคถูกกักอยู่ในร่างกายและอาจมีผลเสียติดตามมา รวมถึงการทำให้อาการต่าง ๆ หายช้าลงได้
ท้องผูก
อาการท้องผูก หมายถึง การถ่ายอุจจาระยาก ถ่ายแข็งต้องออกแรงเบ่งมาก หรือนาน ๆ ถ่ายทีไม่บ่อยเหมือนเคย ท้องผูกเป็นปัญหาเรื่องการขับถ่ายที่พบบ่อย สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ การขาดกากใยอาหารที่ได้จากการย่อยอาหารประเภทผักผลไม้ กากใยเหล่านี้จะช่วยให้อุจจาระไม่เหนียวแข็งและถ่ายได้โดยง่าย
อาการท้องผูกอาจเกิดจากการที่ร่างกายต้อง ปรับเปลี่ยนระบบขับถ่าย เช่น ช่วงระหว่างการเดินทาง ความเครียด การตั้งครรภ์เป็นต้น วัยสูงอายุก็อาจมีส่วนให้การขับถ่ายแปรปรวนได้เช่นกัน
การป้องกันอาการท้องผูกทำได้ไม่ยาก เพียงคุณปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ หรือธัญพืช ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรอั้นอุจจาระเมื่อร่างกายต้องการจะถ่าย ไม่ใช้ยาถ่ายพร่ำเพรื่อ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
คุณควรไปพบแพทย์เมื่อใด?
เมื่อมีอาการท้องผูกมากกว่า 1-2 สัปดาห์ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-4 วัน แม้จะปรับเปลี่ยนอาหารแล้วก็ตาม
อุจจาระมีเลือดปน
มีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย
มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย
มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
คนปกติควรถ่ายทุกวันหรือไม่?
บางคนอาจคิดว่าการไม่ถ่ายทุกวันแสดงว่าท้องผูก หรือคิดว่าการเก็บของเสียไว้นาน ๆ ร่างกายจะดูดซึมของเสียกลับเข้าไปใหม่ ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องจริง ที่จริงการขับถ่ายเป็นกิจวัตรที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน การถ่ายตั้งแต่วันละ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถึงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ไม่ถือว่าผิดปกติ ดังนั้นแม้คุณอาจไม่ได้ถ่ายทุกวันก็ไม่ควรกังวลเกินไป ถ้าคุณเป็นเช่นนั้นมานานมากจนเป็นนิสัยประจำไปแล้ว
cr.ศูนย์ตรวจสุขภาพ

สุดยอด ชาสมุนไพรล้างสารพิษ เนเจอร์ที Nature Tea ชาดีท็อกซ์ สมุนไพรล้างพิษในลำไส้โดยไม่ต้องสวนทวาร รีวิวของแท้จาก unicity...
13/12/2015

สุดยอด ชาสมุนไพรล้างสารพิษ เนเจอร์ที Nature Tea
ชาดีท็อกซ์ สมุนไพรล้างพิษในลำไส้โดยไม่ต้องสวนทวาร รีวิวของแท้จาก unicity(ยูนิซิตี้) รสหวานกลมกล่อม ช่วยคลายเมือกและสิ่งตกค้าง ยาช่วยในการระบาย และย่อยอาหาร ลดคลอเลสโตรอล ลดเซลลูไลท์ แก้อาการท้องผูก ลดการสะสมของกรดยูริคปัญหาการเกิดนิ่ว โรคเก๊าท์และอาการภูมิแพ้ อีกทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย................................................................
คุณประโยชน์
ชาสมุนไพรล้างสารพิษในผนังลำไส้ ธรรมชาติบำบัดจากสมุนไพร 9 ชนิด ปลอดสารพิษ
ช่วยเสริมโปรแกรมการทำ Detoxification ชงดื่มง่าย รสชาติดี แค่ดื่มก่อนนอน ไม่ต้องสวนทวาร
เสริมการเคลื่อนตัวของลำไส้ ขับเมือกสารพิษตกค้างในระบบย่อยอาหาร
ช่วยระบาย ทำให้ลำไส้บีบรัดและคลายตัวเคลื่อนสู่ลำไส้ใหญช่วยสมานแผล ฝี หนองในลำไส้ ลดการอักเสบ ลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร เสริมระบบย่อยอาหารให้สมบูรณ์
ลดการสะสมของกรดยูริค ปัญหาเรื่องนิ่ว โรคเก๊าท์ อาการภูมิแพ้
ลดเซลลูไลท์ เสริมโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก......................................................................

วิธีรับประทาน ชาเนเจอร์ส ที Nature's Tea แช่ชาเนเจอร์ส Nature's Tea ในน้ำร้อนจัด 2-5 นาที ในแก้วใหญ่ 250 ml. แล้วนำถุงชาออกจากแก้ว(คนท้องผูกให้แช่นาน 10-15 นาที) ดื่มก่อนนอนหรือหลังอาหารเย็นดื่มติดต่อกัน 14 วัน

เลขที่จดแจ้งอาหารและยา (อย.) ยาแผนโบราณ K 8/48
ขนาดบรรจุ 1 กล่อง มี 30 ซอง

สนใจสินค้าโทรถามราคาพิเศษได้ครับ
087-578-9804 คุณเบ้นช์ Line ID: 0875789804
ส่งข้อความ https://goo.gl/RlLEYK
รับประกันทุกความพอใจ ของแท้แน่นอน

สาระก่อนนนอนนะครับ.. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แม้ชื่ออาจฟังไม่คุ้นหูเท่ากับมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่สถิติล่าสุด (ปี 2551) ของสถาบันมะ...
12/12/2015

สาระก่อนนนอนนะครับ.. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
แม้ชื่ออาจฟังไม่คุ้นหูเท่ากับมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่สถิติล่าสุด (ปี 2551) ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ระบุไว้ว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ชายไทย และเป็นอันดับ 3 ของผู้หญิงไทย ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ออกรายงานที่ชวนให้ตกใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากมีการบ่งชี้ว่ามะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอันดับ 3 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั่วโลก นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณไม่ควรมองข้ามโรคนี้อีกต่อไป ซึ่ง Better Health ฉบับนี้เราได้รวบรวมทุกเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยการพูดคุยกับ นพ.จักรพันธ์ โอแสงธรรมนนท์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารเพื่อให้คุณรู้จักกับโรคนี้ได้ดียิ่งขึ้น
รู้จักกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก
ลำไส้ เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วยสองส่วนสำคัญ คือ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ โดยลำไส้ใหญ่นั้นจะแบ่งออกเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) ลำไส้ใหญ่ (Colon) และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือลำไส้ตรง (Re**um) ซึ่งมีความยาวไม่กี่นิ้ว และถือเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินอาหาร ทำหน้าที่กักเก็บและขับถ่ายกากอาหารที่ผ่านการย่อย เพื่อเตรียมขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไป
สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Colon Cancer นั้น เซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่ในมะเร็งทวารหนักเซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ใกล้กับทวารหนัก
รู้ทันสัญญาณอันตราย
“ในระยะเริ่มต้นมะเร็งลำไส้มักไม่ปรากฏอาการความผิดปกติใดๆ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการส่องกล้อง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเริ่มเข้ารับการตรวจ” นพ.จักรพันธ์ แนะนำ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพัฒนาของโรคมากขึ้น ผู้ป่วยอาจแสดงอาการผิดปกติได้ ดังนี้
มีพฤติกรรมการขับถ่ายผิดไปจากเดิม เช่น จากที่เคยถ่ายเป็นประจำทุกวัน ก็เริ่มมีอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือรู้สึกถ่ายไม่หมดไม่สุด
มีเลือดแดงหรือดำปนออกมาขณะขับถ่าย
ขนาดอุจจาระเล็กลง ปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
คลื่นไส้และอาเจียน เนื่องจากลำไส้อุดตันเพราะเซลล์มะเร็ง
รู้สึกหมดแรง อ่อนเพลียบ่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งทำให้เกิดการเสียเลือด
ในบางรายอาจคลำเจอก้อนในช่องท้อง
อาการเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง
แม้ว่าสาเหตุของโรคจะยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อโรคมะเร็งลำไส้นั้น ได้แก่
อายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
มีประวัติบุคคลในครอบครัว เคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี
เคยถูกตรวจพบว่ามีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มาก่อน
เคยมีประวัติหรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น พันธุกรรมมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดไม่มีติ่งเนื้อ (Hereditary Nonpolyposis Colon Cancer) และพันธุกรรมมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดมีติ่งเนื้อ (Familial Adenomatous Polyposis)
สตรีที่มีประวัติเป็นมะเร็งที่รังไข่ มดลูก และเต้านมมาก่อน
มีภาวะอ้วน
เป็นผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ และไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร แคลเซียม และโฟเลต
ผู้สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการออกกำลังกาย
การตรวจวินิจฉัย
“เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจหามะเร็งแม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ” นพ.จักรพันธ์ แนะนำ
สำหรับวิธีการตรวจหาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีมีต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป แต่เนื่องจากไม่มีวิธีใดเพียงวิธีเดียวที่จะตรวจได้โดยสมบูรณ์ แพทย์จึงมักแนะนำให้คนไข้เข้ารับการตรวจมากกว่าหนึ่งวิธีซึ่งได้แก่
การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (F***l Occult Blood Test) เลือดในอุจจาระที่พบอาจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงต้องตรวจด้วยกระบวนการทางเคมี หากพบว่ามีเลือดปนออกมา ก็จำเป็นต้องตรวจเพิ่มว่าสาเหตุเกิดจากมะเร็งหรือไม่
การส่องกล้องบริเวณลำไส้ส่วนปลาย (Sigmoidoscopy) เป็นการสอดกล้องเข้าไปทางทวารหนัก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดและอยากถ่าย ผู้ได้รับการตรวจจึงมักได้รับการแนะนำให้ถ่ายหรือกินยาถ่ายก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อให้ลำไส้สะอาด
การส่องกล้องตรวจบริเวณลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) เป็นการสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปทางทวารหนักเช่นกัน ซึ่งกล้องจิ๋วนี้จะถูกปรับให้โค้งงอได้เพื่อให้สามารถตรวจดูภายในบริเวณลำไส้ได้ทั้งหมด ทั้งนี้ข้อมูลจากกล้องจะถูกส่งผ่านมายังจอภาพเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและเนื่องจากก่อนการตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับยานอนหลับ ดังนั้น หากพบความผิดปกติ เช่น มีติ่งเนื้อที่น่าสงสัย แพทย์จึงสามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจในขั้นตอนนี้ได้เลย
การสวนแป้งเพื่อเอกซเรย์ภาพ (Double-contrast Barium Enema)เป็นการนำสารทึบแสงเข้าไปเคลือบตามลำไส้ผ่านทางทวารหนักเพื่อตรวจดูความผิดปกติ ซึ่งความไวในการตรวจจับความผิดปกติของวิธีนี้มีมากถึงร้อยละ 70 ถ้าพบความผิดปกติ ต้องส่องกล้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อเอาชิ้นเนื้อมาตรวจ
การตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ (Digital Re**al Exam) แพทย์จะใช้นิ้วสอดเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อตรวจคลำดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ แต่จะจำกัดการตรวจได้แค่บริเวณทวารหนักและลำไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่เท่านั้น โดยปกติแล้วแพทย์จะตรวจด้วยวิธีนี้ก่อนทำการส่องกล้อง
การเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (Virtual Colonography) เป็นการใช้โปรแกรมจากเครื่อง CT Scan เพื่อสร้างภาพ 3 มิติ วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยานอนหลับแก่ผู้ที่จะเข้ารับการตรวจ สามารถใช้ตรวจดูลำไส้ได้ทั้งหมด และมีความไวสูงถึงประมาณร้อยละ 90 แต่อาจทำให้เกิดผลตรวจปลอมได้ เช่น ประเมินผลว่าก้อนอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้เป็นก้อนเนื้อ และหากพบติ่งเนื้อที่น่าสงสัย ก็จำเป็นต้องอาศัยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเพื่อเอาชิ้นเนื้อมาตรวจอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ นพ.จักรพันธ์ แนะนำว่า บุคคลทั่วไปที่ได้รับการส่องกล้องเพื่อตรวจหามะเร็งแล้วไม่พบความผิดปกติ สามารถรอได้ 3-5 ปี แล้วจึงค่อยมาตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง และได้รับการรักษาจนหาย ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำทุกปีเพราะว่าโรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นซ้ำในที่ใดที่หนึ่งของลำไส้ได้
ระยะของโรค
ในกรณีที่มีการตรวจพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะแบ่งระยะของโรคออกเป็นดังนี้
ระยะ 0
เซลล์มะเร็งจำกัดเฉพาะในบริเวณผิวของลำไส้ มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
ระยะ 1
มะเร็งยังคงจำกัดอยู่ที่ผนังลำไส้ด้านใน แต่ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้
ระยะ 2
มะเร็งเริ่มแพร่กระจายออกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ แต่ไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองซึ่งยังรักษาให้หายได้
ระยะ 3
เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแต่ไม่ลามไปยังส่วนอื่น หลังการผ่าตัด ควรได้รับเคมีบำบัดร่วมด้วย
ระยะ 4
เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ และกระดูก ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่จะเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การรักษา
วิธีที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้น ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับระยะของโรค แต่โดยทั่วไป การผ่าตัดและการทำเคมีบำบัดถือเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่แพทย์มักพิจารณาใช้ และในบางกรณีอาจมีการฉายรังสีร่วมด้วย
เนื่องจากการมองหาสัญญาณของการเป็นมะเร็งชนิดนี้ทำได้ค่อนข้างยากในระยะเริ่มต้นของโรค การป้องกันจึงจำเป็นอย่างยิ่ง “หมั่นดูแลตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ลดอาหารที่ปรุงจากไขมันสัตว์ หมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และสูบบุหรี่ คือหลักการป้องกันเบื้องต้นเพราะการมีสุขภาพร่างกายที่ดีย่อมเป็นเสมือนเกราะป้องกันให้คุณห่างไกลจากโรคต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักด้วย”
cr.นพ.จักรพันธ์

Nature's Tea ชาสมุนไพรล้างสารพิษดีท็อกซ์ด้วยวิธีง่ายๆเพียงดื่มก่อนนอน ปลอดภัย ไม่ต้องสวน สกัดมาจากสมุนไพร 9 ชนิด มีสรรพค...
19/11/2015

Nature's Tea ชาสมุนไพรล้างสารพิษ

ดีท็อกซ์ด้วยวิธีง่ายๆเพียงดื่มก่อนนอน ปลอดภัย ไม่ต้องสวน
สกัดมาจากสมุนไพร 9 ชนิด
มีสรรพคุณในการช่วยให้ผนังลำไส้ของเรามีการขับเมือก
เพื่อขจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน
ได้ตั้งแต่ลำไส้ใหญ่ตอนต้นโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ
ซึ่งการสวนล้างที่มีอยู่ทั่วไปไม่สามารถทำได้
อะไรคือสัญญาณบอกว่าลำไส้ใหญ่เป็นพิษจากเชื้อแบคทีเรีย
ทางเดินหายใจมีกลิ่น มีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อกระตุก
เพราะลำไส้หดตัว ท้องผูกถ่ายเป็นมูก พอง บวม รู้สึกอึดอัดร่างกาย
ขับถ่ายไม่เป็นปกติ ผิวหนังไม่ดี สีผิวไม่ใส

คุณประโยชน์
- ชาสมุนไพรล้างสารพิษในผนังลำไส้ ธรรมชาติบำบัดจากสมุนไพร 9 ชนิด ปลอดสารพิษ
- ช่วยเสริมโปรแกรมการทำ Detoxification ชงดื่มง่าย รสชาติดี แค่ดื่มก่อนนอน ไม่ต้องสวนทวาร
- เสริมการเคลื่อนตัวของลำไส้ ขับเมือกสารพิษตกค้างในระบบย่อยอาหาร
- ช่วยระบาย ทำให้ลำไส้บีบรัดและคลายตัวเคลื่อนสู่ลำไส้ใหญ่
- ช่วยสมานแผล ฝี หนองในลำไส้ ลดการอักเสบ ลดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร เสริมระบบย่อยอาหารให้สมบูรณ์
- ลดการสะสมของกรดยูริค ปัญหาเรื่องนิ่ว โรคเก๊าท์ อาการภูมิแพ้
- ลดเซลลูไลท์ เสริมโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก

เลขทะเบียนยา K 8/48
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา
ติดต่อสั่งซื้อ
line: 0875789804
Tel.087-5789804
inbox สอบถาม
https://www.facebook.com/messages/1488261321476711

การล้างลำไส้ทำให้อาการสิวดีขึ้นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถลดการเกิดสิวได้ ซึ่งได้ข้อมูลจากการรวบรวมจากคนที่เคยทำการล้างลำไส้แล...
19/11/2015

การล้างลำไส้ทำให้อาการสิวดีขึ้น
อีกหนึ่งวิธีที่สามารถลดการเกิดสิวได้ ซึ่งได้ข้อมูลจากการรวบรวมจากคนที่เคยทำการล้างลำไส้และช่วยให้อาการสิวดีขึ้น
วิธีการต่าง ๆ ที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงตัวอย่างของการทำความสะอาดระบบย่อยเท่านั้น จึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย วิธีที่จะกล่าวนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยทำความสะอาดระบบย่อยมาก่อนเลย และสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยระดับกลาง หรือทำความสะอาดเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับระบบย่อย ระยะห่างในการทำความสะอาดนี้โดยปกติแล้วจะอยู่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง
1.Activated Charcoal
ช่วยบีบรัดลำไส้ให้ขับสารพิษออกไป และช่วยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์ออกไปทางอุจจาระ Activated Charcoal ให้รับประทาน 500-600 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง
2.Bentonite Clay
หากไม่สามารถหา Activated charcoal ได้ ก็สามารถใช้โคลน Bentonite แทนได้ ซึ่งเป็นโคลนที่สามารถรับประทานได้ ทำหน้าที่ช่วยให้ระบายโดยการดูดซึมน้ำและเปลี่ยนเป็นเจล และบีบรัดสารพิษเช่นพวกยาฆ่าแมลงให้รวมอยู่ในโคลนแล้วเคลื่อนออกไปทางลำไส้ โคลน Bentonite สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสุขภาพ โดยรับประทานโคลน 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง วันละ 2-3 ครั้ง
หมายเหตุ: ในบ้านเราอาจจะหา Activated Charcoal ง่ายกว่า
3.Psyllium
เป็นใยอาหารที่ช่วยให้การทำงานของลำไส้เป็นไปได้อย่างปกติ ช่วยทำความสะอาดน้ำเมือกที่อยู่ในลำไส้และเพิ่มปริมาณอุจจาระ รับประทาน ซิลเลี่ยม 1 ช้อนชา วันละ 3 ครั้ง โดยชงซิลเลี่ยม 1 ช้อนชาในน้ำเปล่า 1 แก้ว (240 มล.) แล้วรับประทานทันที สามารถรับประทานร่วมกับ activated charcoal หรือหากใช้โคลน Bentonite ก็นำมาชงรวมกันกับซิลเลี่ยมได้เลย
4.Probiotics
ระบบย่อยนั้นจะรักษาความสมดุลระหว่างจุลินทรีย์ที่ดีและจุลินทรีย์ที่อันตรายต่อร่างกาย Probiotics เป็นรูปของอาหารเสริมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ได้มีการใช้กันมานานหลายปีแล้ว เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ปกป้องและรักษาสภาพร่างกายให้สมดุล ให้รับประทาน probiotics ต่ออีกประมาณ 1 เดือนหลังจากทำความสะอาดลำไส้แล้ว - - วิธีการเลือกอาหารเสริม probiotics Probiotics ที่นิยมกันทั่วไปและให้ประโยชน์สูงคือ Lactobacillus acidophilus สำหรับลำไส้เล็ก และ Bifidobacterium bifidum สำหรับลำไส้ใหญ่ ให้เลือกชนิดที่มีสองอย่างนี้รวมอยู่ด้วยกัน - - ควรเก็บ Probiotics ไว้ในตู้เย็นเสมอ ก่อนและหลังการเปิดขวดแล้ว
5.รับประทานผักผลไม้สด
ผักสด: ยกเว้นข้าวโพด ซึ่งอาจเป็นอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ อาหารที่ดีต่อโปรแกรมทำความสะอาดลำไส้คือ บร๊อคโคลี่, ดอกกะหล่ำ, หอมใหญ่, กระเทียม, ผักกาดหัว, ผักสีเขียวและสีแดง อาหารที่รับประทานนั้นควรเป็นผักและผลไม้ในสัดส่วนที่ 40% ของมื้ออาหาร
ข้าว: ข้าวนั้นย่อยได้ง่าย เลือกเป็นข้าวกล้องจะดีกว่าข้าวขาว
ถั่ว:ถั่วเขียวและถั่วเหลืองนั้นย่อยได้ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่า ถั่วแดงและถั่วอื่น ๆผลไม้เปลือกแข็ง: ถั่วเปลือกแข็งแบบไม่เค็ม ปลา: ต้ม, ปิ้ง, นึ่ง
เพิ่มเติม: น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์, น้ำมันเมล็ดองุ่นชาสมุนไพร: ชาที่ไม่มีคาเฟอีน ยกเว้นชาเขียวน้ำเปล่า, น้ำมะนาว, น้ำผลไม้, น้ำนมข้าวอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง
น้ำตาล: น้ำตาลที่ผ่านกรรมวิธี และเครื่องปรุงที่ผสมน้ำตาลผ่านกรรมวิธีเช่นซูโครส, เด็กซ์โตรส, คอร์นไซรัป, น้ำตาลทรายแดง และหลีกเลี่ยงสารให้ความหวานผลิตภัณฑ์จากนม: นม, ไข่, เนย และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากนม
ข้าวสาลี และผลิตภัณฑ์ที่ผสมข้าวสาลี
ข้าวโพด: ข้าวโพดและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากข้าวโพด
ยีสต์คาเฟอีน: กาแฟ, ทั้งแบบปกติและแบบปราศจากคาเฟอีน, ชาดำ, ชาเขียว และเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื้อแดง, แอลกอฮอล์, สารปรุงแต่งอาหาร, สารกันเสีย, ช๊อคโกแลต, อาหารที่มีไขมันสูง
6.น้ำซุปผัก
มีส่วนประกอบของแร่ธาติต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการทำความสะอาดเนื้อเยื่อ ให้ดื่มวันละ 2 ถ้วย
7. น้ำดื่ม
การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อรับประทาน psyllium, activated charcoal หรือโคลน bentonite ให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-12 แก้ว ในการคำนวณปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปต่อวันนั้น อย่าลืมคำนวณชาสมุนไพร และน้ำซุปผักเข้าไปด้วย
8.การอาบน้ำร้อนสลับเย็น
เป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด, เพิ่มการขับสารพิษ และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยนำสารอาหาร, ออกซิเจน และและเซลล์คุ้มกัน เพื่อขจัดเนื้อเยื่อที่เกิดจากความเครียดออกไป โดยการเผาผลาญขยะเหล่านี้ เริ่มจากการอาบน้ำร้อนเป็นเวลา 3 นาที แล้วตามด้วยน้ำเย็นไม่เกินหนึ่งนาที เริ่มกระบวนการนี้ทั้งหมดอีกหนึ่งรอบ และทุกครั้งที่จบให้จบด้วยน้ำเย็น (เช่น น้ำร้อน 3 นาที ? น้ำเย็น 1 นาที ? น้ำร้อน 3 นาที ? น้ำเย็น 1 นาที)

ที่อยู่

Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

087-5789804

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สินค้า unicity thailand by benzผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์