11/07/2024
ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
เพื่อต้องการให้มนุษยชาติมีชีวิตที่ดี สะดวกสบาย
ส่งผลไปถึงการพัฒนาในเรื่องของยานพาหนะ
ที่ความล้ำสมัยจะถูกนำมาใส่ไว้ในรถ
ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง
ก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปและในที่นี้
จะมาพูดถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Electric Vehicle หรือ EV
ที่ทำงานจากพลังงานมอเตอร์เต็มรูปแบบ
ไม่ใช่รถแบบ Hybrid ที่ต้องใช้เครื่องยนต์ช่วย
แต่สามารถขับเคลื่อนพาคุณไปในได้ทุกที่ด้วยการชาร์จไฟ
คล้ายกับการเสียบปลั๊กชาร์จโทรศัพท์แล้วออกจากบ้าน
กลับมาก็ชาร์จต่อเพื่อไว้ใช้ในวันต่อไป ซึ่งจุดเด่นของรถไฟฟ้า
เท่าที่เห็นในปัจจุบัน มีดังนี้…
มลภาวะเป็นศูนย์
จากกระแสความนิยมและตื่นตัวเรื่องมลพิษ ทำให้ Tesla ตัดสินในผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
จนประสบความสำเร็จรวดเร็วเกินคาด ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Toyota
ทำการเร่งค้นคว้า วิจัย และสร้างเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างเร่งด่วน
ล่าสุดได้ลงนามความร่วมมือกับ Mazda, Denso เพื่อเร่งพัฒนารถยนต์ EV
เตรียมการตอบรับความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าที่ Tesla
ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับยอดจองแบบข้ามปี
เงียบและเร็ว
หากมีโอกาสได้ทดลองขับ หรือนั่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สักครั้ง
จะรู้สึกได้ถึง ความเงียบ ที่มาพร้อมกับอัตราเร่งที่ทันใจ แบบกดปุ๊บ มาปั๊ป ไม่รอรอบ
และไม่มีเสียงรบกวนเหมือนเครื่องยนต์
ซึ่งเป็นความแรงที่มาจากการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายราย
เลือกนำสมรรถนะมอเตอร์ไฟฟ้ามาเป็นจุดเด่น
ในเรื่องของอัตราเร่ง ที่เหนือกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วไปอยู่มากมายนัก
ชาร์จไฟที่บ้านได้
ปัจจุบันรถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง เราต้องขับไปที่ปั๊มน้ำมันเพื่อเติมพลังงานเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์
นั่นคือความไม่สะดวก ที่จะหายไปเมื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้า
เพราะสามารถชาร์จพลังงานได้ที่บ้าน รวมถึงที่ทำงานได้
ไม่ต้องขับรถไปปั๊มน้ำมัน ซึ่งการชาร์จไฟก็ง่ายดายเพียงเสียบปลั๊กเข้ากับตัวรถ
และถอดปลั๊กก่อนใช้งาน
ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า เมื่อเทียบกับระยะทางที่ใช้
ความประหยัดที่รถ EV มีนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับรถที่ใช้เครื่องยนต์
จะพบว่ารถไฟฟ้า EV มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์
เมื่อเทียบวงเงินเท่ากัน รถไฟฟ้าจะเดินทางได้ระยะมากกว่า
ซึ่งในอนาคตข้างหน้า มีความเป็นไปได้ว่า
ปั๊มน้ำมันอาจจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์
เพื่อเพิ่มทางเลือกในการให้บริการ
การซ่อมบำรุงถูกกว่า
เครื่องยนต์แบบเดิมๆ ที่ต้องมีการเผาไหม้ ผู้ใช้อาจต้องปวดหัวกับการซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ
ที่ช่วยในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ทั้งหัวเทียน สายไฟ
หัวฉีด น้ำมันหล่อลื่น น้ำยาหล่อเย็น
ที่จำเป็นต้องมีการดูแลเปลี่ยนถ่ายตามระยะที่กำหนด
แต่สำหรับรถ EV จะมีชิ้นส่วนในการทำงานที่จุกจิกน้อยกว่า
การขับเคลื่อนก็มีแค่มอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่
และระบบเบรกที่ใช้มอเตอร์มาช่วยเพิ่มแรงเสียดทานขณะเบรค
จึงทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ในระบบทำงานน้อยลง
มีการสึกหรอที่น้อยกว่าและแน่นอนค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาก็ถูกกว่าอีกเช่นกัน
จุดด้อยของรถยนต์ไฟฟ้า
ที่กล่าวมาข้างต้น คือประโยชน์ของรถไฟฟ้า คราวนี้มาดูจุดด้อยของรถไฟฟ้ากันบ้าง
ระยะทางที่วิ่งได้น้อยกว่ารถยนต์
ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ ทราบถึงข้อจำกัด ของรถไฟฟ้าอีกเรื่องก็คือระยะทางในการใช้งาน
ที่ไม่มากเท่ากับรถยนต์ จึงทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเดินทางไปได้ไกลมากนัก
และยังทำให้ผู้ใช้เกิดความกังวลในเรื่องของริมาณไฟฟ้า
ว่าจะเพียงพอในการเดินทางหรือไม่
แม้ว่าเทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ
จะสามารถวิ่งได้ไกลกว่าร้อยกิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งแล้วก็ตาม
สถานีชาร์จ
ก่อนที่ไฟของรถจะหมดลง สถานีรองรับการชาร์จ
จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้าสำหรับเดินทางไกล
แต่จุดเด่นของการสร้างสถานีชาร์จก็คือ ใช้เวลาในการติดตั้งน้อย
และพร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อการติดตั้งแล้วเสร็จ
แต่อุปสรรคอีกอย่างคือ
ใช้เม็ดเงินจำนวนมากในการสร้างสถานีชาร์จไฟ
ซึ่งทางภาครัฐก็ได้ร่วมกับภาคเอกชนได้รวมพลัง
ผลักดันโครงการเพิ่มจำนวนสถานีบริการชาร์จไฟฟ้า
ให้แพร่หลายทั้งในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจในภาคส่วนต่างๆ
โดยอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการชาร์จไฟ จะต้องมีมาตรฐาน
และใช้งานได้อย่างครอบคลุม รองรับเทคโนโลยีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เวลาที่ใช้ในการประจุไฟ
การเติมน้ำมันในรถยนต์ปกติ โดยทั่วไปจะใช้เวลาเพียง 5-10 นาที
แต่ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้านั้น จำเป็นต้องเสียบชาร์จไว้นานนับชั่วโมง
โดยเฉพาะการเสียบไฟบ้านมาตรฐานทั่วไป ที่ไม่ได้ผ่านตู้ประจุไฟฟ้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
ก็จะยิ่งทำให้ใช้เวลาชาร์จนานยิ่งขึ้น
การวางแผนเรื่องการเดินทางและชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า
จึงต้องแตกต่างไปจากรถยนต์แบบเดิมๆ
และอาจจะไม่ได้เหมาะกับการใช้งานในบางสาขาอาชีพ
ถึงอย่างไรก็ตาม รถยนต์บางรุ่นได้รองรับการชาร์จผ่านไฟกระแสตรง
ที่สามารถทำให้มันชาร์จได้เร็วเหลือเพียง 20-25 นาที
และวิ่งได้ไกลประมาณ 80-100 กิโลเมตร
แต่ต้องชาร์จกับสถานีประจุไฟฟ้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเท่านั้น
ราคาจำหน่ายที่ยังค่อนข้างสูง
ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันโดยเฉลี่ยแล้ว
ยังคงแพงกว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง
จากปัจจัยเรื่องของความต้องการในตลาดโลก
ที่ยังมีสัดส่วนที่น้อย การผลิตจึงยังไม่สามารถทำจำนวนได้มากพอ
ที่จะทำให้ราคาเฉลี่ยถูกลง
ถึงแม้ภาครัฐบาลในหลายประเทศ
จะเข้ามาช่วยลดภาระเรื่องภาษีของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า
แต่ราคาจำหน่ายโดยรวมก็ยังมีราคาที่สูงกว่ารถยนต์ปกติอยู่ดี
ตัวเลือก ที่ยังไม่หลากหลาย
รถยนต์ไฟฟ้าในตลาดตอนนี้ยังถือว่ามีน้อยรุ่น ยังไม่ครบทุกยี่ห้อ และ
ยังมีทางเลือกการใช้งานที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไป
ซึ่งแต่ละค่ายรถยนต์ต้องใช้การลงทุนมหาศาลเพื่อการวิจัย และพัฒนา
จึงทำให้วงจรการเติบโตของตัวเลือกในกลุ่มของรถยนต์ไฟฟ้า
จะช้ากว่ารถยนต์ทั่วไป และอาจต้องใช้เวลาขยายตัวเลือกอีกพอสมควร
เป็นผลมาจากความต้องการโดยรวมของตลาดโลก
CR: สมโภชน์ นันทโรจน์
CR: เรียบเรียง GRANDPRIX ONLINE