19/05/2026
⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568
📌 เรื่อง
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเอง
แต่ทายาทอีกฝ่ายได้รับโอนที่ดินมรดกอีกแปลง
ถือว่าแบ่งมรดกโดย “เข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด” แล้วหรือไม่
━━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย
คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า
จำเลยในฐานะ “ผู้จัดการมรดก”
โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก
มาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว
ต่อมา
จำเลยโอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง
ให้แก่โจทก์
โดย “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”
กรณีเช่นนี้ถือว่า
เป็น “การแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท”
ด้วยการให้ทายาท
“เข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด”
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่
และโจทก์ยังฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอีกได้หรือไม่
━━━━━━━━━━━━━━━
🧾 ข้อเท็จจริง
โจทก์และจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ก.
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็น
“ผู้จัดการมรดก” ของนาย ก.
ต่อมา
จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก
จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท
โฉนดเลขที่ 198
อันเป็นทรัพย์มรดก
มาเป็นของจำเลย
และนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนอง
ภายหลัง
จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก
จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง
โฉนดเลขที่ 27018
เนื้อที่ 4 ไร่เศษ
ให้แก่โจทก์
โดย “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”
โจทก์ฟ้องว่า
จำเลยไม่แบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 198
ให้แก่โจทก์และนาง ว.
จึงขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว
ให้แก่โจทก์และนาง ว.
“ตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน”
━━━━━━━━━━━━━━━
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
จำเลยในฐานะ “ผู้จัดการมรดก”
มีหน้าที่ “จัดการมรดกโดยทั่วไป”
และ “แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน”
ภายใต้ขอบอำนาจตามกฎหมาย
หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ก.
แล้วรับโอนที่ดินพิพาทของนาย ก.
มาเป็นของจำเลยซึ่งเป็นทายาท
แต่ “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”
จึงแสดงว่า
โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน
“รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น”
ที่สำคัญ
จำเลยยังได้โอนที่ดินมรดกของนาย ก. อีกแปลงหนึ่ง
คือโฉนดเลขที่ 27018
เนื้อที่ 4 ไร่เศษ
ให้แก่โจทก์
โดย “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน”
ศาลฎีกาเห็นว่า
ข้อเท็จจริงส่วนนี้
“สอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท”
ด้วยการให้โจทก์
“เข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
ดังนั้น
ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดก
ที่โจทก์ “ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว”
จำเลยจึง “ไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์”
และจำเลยมีอำนาจ
“นำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ ได้โดยชอบ”
โจทก์จึง “ไม่อาจบังคับให้จำเลยนำที่ดินพิพาทมาแบ่งแก่ทายาทของ ก. ตามคำฟ้องได้”
━━━━━━━━━━━━━━━
✅ สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาไม่ได้ดูเฉพาะว่า
จำเลยโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองเท่านั้น
แต่ศาลพิจารณาพฤติการณ์รวมว่า
จำเลยได้โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 198
มาเป็นของจำเลย
ขณะเดียวกัน
จำเลยก็โอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง
โฉนดเลขที่ 27018
เนื้อที่ 4 ไร่เศษ
ให้แก่โจทก์
และทั้งสองกรณี
“ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”
ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงถือว่า
ทายาทได้แบ่งปันทรัพย์มรดกกันแล้ว
โดยให้แต่ละฝ่ายเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด
เมื่อโจทก์ยินยอมให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว
โจทก์จึงฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทอีกไม่ได้
━━━━━━━━━━━━━━━
🏛️ ผลคดี
ศาลฎีกา “พิพากษายืน”
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทไม่ได้
แต่ศาลฎีกาแก้ในส่วนค่าทนายความ
โดยกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ
ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์
รวม 6,000 บาท
ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
━━━━━━━━━━━━━━━
📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1719
มาตรา 1723
มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง
มาตรา 1745
มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
━━━━━━━━━━━━━━━
#ฎีกาศึกษา
#คำพิพากษาศาลฎีกา
#ผู้จัดการมรดก
#แบ่งมรดก
#คดีมรดก