15/04/2022
AutoZwap Showcase: Audi e-tron Sportback S-Line 🇩🇪
Specification
เครื่องยนต์ (Engine): มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว หน้า-หลัง 408 แรงม้า 664 นิวตัน เมตร
ระบบเกียร์ (Transmission): ระบบเกียร์อัตโนมัติ (Single gear)
อัตตราเร่ง (Acceleration) 0-100: 5.7 (6.6) วินาที
ความเร็วสูงสุด (Top speed): 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
น้ำหนัก (Weight): 2,565 กิโลกรัม
ขนาดแบตเตอรี (Battery Capacity): 95 kWh
ระยะทางการขับขี่ (Driving Range): 463 กิโลเมตร
สี (Color): Floret Silver Metallic (เงิน)
คู่แข่งของรถคันนี้ (Direct competitor): Jaguar I-Pace, Ford Mustang Mach-E, Tesla Model X/Y, BMW iX
AutoZwap Showcase: EV Collection ⚡️🔋
Volvo XC40 Recharge EV
https://www.facebook.com/AutoZwap/posts/203337518510280
การพัฒนารถยนต์หนึ่งคันออกมาขายสู่ท้องตลาดนั้นเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยทางบริษัทผู้ผลิตนั้นต้องคำนึงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีเข้าสู่ตัวรถ การออกแบบภายใน-นอก ความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อ รวมถึงกฎหมายด้านความปลอดภัยและมลภาวะเพื่อการผลิตรถยนต์ออกมาหนึ่งรุ่น ในยุคปัจจุบันที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจต่อผลกระทบทางมลภาวะจากรถยนต์เป็นอย่างมากจนมาถึงปัจจุบันที่มีการเตรียมการออกกฎหมายห้ามขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในอีกไม่กี่ปีในอนาคต การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงทำให้บริษัทรถยนต์ท่ัวโลกเริ่มปรับตัวพัฒนาเเละผลิตรถยนต์ Hybrid และ EV แทนที่รุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยในครั้งนี้ทาง AutoZwap ได้มีโอกาสนำเสนอ Showcase รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 100% อีกหนึ่งคันที่มีการจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการเป็นรุ่นแรกๆ ในไทยจากค่ายสี่ห่วงแดนเยอรมัน ซึ่งก็คือเจ้า Audi e-tron Sportback คันนี้
แต่เดิมที่แล้วทาง Audi ได้มีการพัฒนาและจัดเเสดงต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า 100% ตั้งแต่ปี 2009 ในงาน International Motor Show Germany ในชื่อรุ่น e-tron Concept นับตั้งเเต่นั้นมาทาง Audi ก็ได้ทำการสร้างรถยนต์ต้นแบบไฟฟ้าอีกมากมาย เช่น Audi A1 E-tron (2010), e-tron Spyder (2010) และ A3 Sportback e-tron (2013) จนกระทั่งในปี 2018 ที่ทาง Audi ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% แบบ Mass Market คันแรกอน่างเป็นทางการในรุ่น Audi e-tron ที่งาน Paris Motor Show และได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในปี 2019 จนกลายมาเป็นรุ่น e-tron Sportback ทรงหลังคา Coupe คันนี้ โดยทั้งสองรุ่นนี้มีโครงสร้างพื้นฐานมาจาก MLB Evo Platform ที่ถูกพัฒนามาโดยเครือ Volkswagen Group และถูกใช้ในรถยนต์ Bentley Bentayga, Porsche Cayenne, Volkswagen Touareg, Audi Q8 และ Lamborghini Urus เป็นต้น แต่สิ่งที่ทำให้ Audi e-tron นั้นโดดเด่นไปกว่ารถยนต์อื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นก็คงเป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% แบบ Quattro (ขับเคลื่อน 4 ล้อ)
Audi e-tron Sportback ที่ได้รับการนำเข้าอย่างเป็นทางการโดย Audi Thailand นั้นได้รับระบบขับเคลื่อนรุ่น 55 Quattro ซึ่งมีมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว หน้า-หลัง ที่สามารถส่งกำลังสูงสุดที่ 408 แรงม้า แรงบิด 664 นิวตัน เมตร ใน Boost Mode (ออกตัวแบบ Launch Control) และ 360 แรงม้า แรงบิด 561 นิวตัน เมตร ในการขับขี่ทั่วไป ถึงแม้ว่าตัวรถนั้นมีน้ำหนักมากถึง 2,565 กิโลกรัม (เทียบกับ 2,175 กิโลกรัมในรุ่น Audi Q8) แต่ระบบขับเคลื่อนยังสามารถทำให้ e-tron Sportback คันนี้สามารถพุ่งทยานจาก 0 จนถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.7 วินาที (Boost mode) หรือ 6.6 วินาทีในการขับขี่ปกติ และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้ว่า Audi e-tron Sportback และ Q8 จะมีขนาดรถยนต์ที่ใกล้เคียงกันมากแต่ด้วยน้ำหนักจากแบตเตอรี่ขนาด 95 kWh ที่มีน้ำหนักถึง 700 กิโลกรัมจึงทำให้ตัวรถ e-tron sportback มีน้ำหนักมากกว่า Q8 ถึง 390 กิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตาม e-tron Sportback ยังสามารถขับขี่จากแบตเตอรี่ 100% ถึง 0% ได้ประมาณ 463 กิโลเมตร (NEDC) และยังสามารถชาร์จไฟแบบ DC ได้สูงสุดที่ 150 kW โดยสามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 324 กิโลเมตรได้ภายในเวลาเพียง 26 นาที (จาก 10% ถึง 80% ที่กระเเสไฟ 400V เเรงดันไฟ 375A) สามารถเดินทางระยะไกลได้อย่างรวดเร็วเเละสะดวกสบาย
ถึงแม้ว่าตัว e-tron Sportback จะเป็นรถ SUV ทรง Coupe ที่มีหลังคาที่ตัดลงหลังจากเสา B-Pillar ของตัวรถแต่ก็ยังสามารถขนสัมภาระได้ถึง 615 ลิตร หรือ 1,665 ลิตรเมื่อพับเบาะ (660 ลิตร และ 1,725 ลิตร ในรุ่น e-tron) และยังมีที่เก็บเพิ่มเติมด้านหน้าอีก 60 ลิตร ถือว่าเป็น SUV Coupe ที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เเละด้วยความที่ e-tron Sportback นั้นเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ทาง Audi จึงใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยเเละความสะดวกสะบายมาให้อย่างล้นหลาม (เช่น กล้อง 360 องศา, ไฟ Matrix LED, Adaptive air suspension, Virtual Cockpit Plus, MMI Navigation Plus) โดยรวมแล้ว Audi e-tron Sportback เป็นอีกรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความลงตัวในการใช้งานและประสิทธิภาพทางการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์คันนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ Audi และ Volkswagen Group สู่สังเวียน BEV อย่างเต็มตัว และยังเป็นรถยนต์ที่เป็นพื้นฐานให้กับ Audi e-tron GT, Q4 e-tron, Q5 e-tron และรุ่นอื่นๆ อีกมากมายในอนาคต เปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่อนาคตที่ BEV เป็นรถยนต์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแทนที่รถยนต์ ICE ในปัจจุบัน
Written by: Ohm Ratchaphol Poonpermsuwan
Designed by: Panida Peekanone
#บริการรับฝากขายรถยนต์