08/08/2026
โตโยต้าลงทุนสะสมในประเทศไทยรวมทุกโรงงานสูงถึง 286,000 ล้านบาท และประกาศแผนลงทุนเพิ่มอีก 55,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วนไฟฟ้าในอนาคต
ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกหลักของโตโยต้าในภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 770,000 คันต่อปี จากโรงงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่
โรงงานสำโรง มีกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี
ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่น รถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ และไฮลักซ์ แชมป์
โรงงานเกตเวย์ มีกำลังการผลิต 300,000 คันต่อปี
ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เช่น ยาริส, โคโรลล่า อัลติส และคัมรี่
และโรงงานบ้านโพธิ์ มีกำลังการผลิต 230,000 คันต่อปี
เน้นผลิตรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก
พร้อมการจ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน
ขณะที่ PT Toyota Motor Manufacturing Indonesia (TMMIN) ในอินโดนีเซียมีกำลังการผลิตรถยนต์สำเร็จรูปประมาณ 282,000 ถึง 300,000 คันต่อปี
หากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจากไทยไปยังประเทศอินโดนีเซียจริง ผลกระทบต่อประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงการย้ายเครื่องจักรและเงินทุน แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคที่ก่อตัวและพัฒนามานานกว่า 60 ปี
แม้การจ้างงานโดยตรงของโตโยต้าจะมีประมาณ 13,000 คน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพึ่งพาซัพพลายเออร์ Tier-1 , Tier-2 และ Tier-3 อย่างลึกซึ้ง โดยมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และเกี่ยวเนื่องรวมกันสูงถึง 500,000 ถึง 2,000,000 ตำแหน่ง
อุตสาหกรรมยานยนต์คิดเป็น 10-12% ของ GDP ไทย และยังทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน การหายไปของค่ายรถอันดับหนึ่งจะส่งผลให้ GDP ไทยหดตัวรุนแรง รายได้จากการส่งออกลดลงอย่างมหาศาล และกระทบต่อดุลการค้าของประเทศ
หากโตโยต้าตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมทันทีเพราะรถยนต์และชิ้นส่วนเป็นสินค้าส่งออกหลักอันดับต้นๆ ของไทยมาโดยตลอดสร้างรายได้เข้าประเทศปีละมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Tier 1, 2, 3 นับพันรายอาจต้องปิดกิจการหรือลดขนาดลง ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังค่ายรถยนต์อื่น เนื่องจากต้นทุนการผลิตในไทยจะสูงขึ้นจากสเกลการผลิตที่ลดลง
เกิดการว่างงานวงกว้างกระทบแรงงานทางตรงและทางอ้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์ทันที ทั้งจากพนักงานในโรงงานประกอบของโตโยต้า และแรงงานในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ โลจิสติกส์ และบริการ ซึ่งรวมแล้วอาจสูงถึงหลักแสนตำแหน่ง และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงธุรกิจภาคบริการ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้ครัวเรือน
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมาก เกิดปรากฏการณ์สมองไหลทางการลงทุนย้ายตามไปยังอินโดนีเซียหรือประเทศอื่นในอาเซียน
ผลประโยชน์ที่ประเทศอินโดนีเซียจะได้รับ
อินโดนีเซียจะกลายเป็น "Detroit of Asia" แทนที่ประเทศไทยทันที ด้วยขนาดตลาดในประเทศที่ใหญ่กว่า ประชากรราว 280 ล้านคนและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์
อินโดนีเซียมีแร่นิกเกิล (Nickel) สำรองมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณสำรอง 21 ถึง 55 ล้านตัน คิดเป็น 20-40% ของทั้งโลก ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก การย้ายห่วงโซ่อุปทานของโตโยต้าจะช่วยเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในอินโดนีเซียแบบก้าวกระโดด
เกิดการจ้างงานและการพัฒนาทักษะนับล้านตำแหน่งและเกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในประเทศ
ผลกระทบต่อโตโยต้าเชิงบวก
เข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และแหล่งวัตถุดิบ (นิกเกิล) โดยตรง
ได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจากรัฐบาลอินโดนีเซีย
ค่าแรงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศไทย
การย้ายฐานการผลิตทั้งหมดในความเป็นจริงทำได้ยากมาก เนื่องจากไทยมีระบบ Eco-system ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค แต่หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อาเซียน
Motor Thailand
@แฟนตัวยง