Thai Testdrive ฟิลลิ่งการขับขี่ของรถยนต์รุ่นใหม่-รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ได้ขับแล้วเป็นอย่างไร?

FM 102.0 MHz : รายการ ขับจริงลองจริงกับเล็กมนต์ชัย ทุกวันเสาร์ เวลา 15.10-16.00 น. หรือฟ้งออนไลน์ผ่าน App และฟังได้ที่ื 102Radio.net

TikTok : Thai Testdrive
YouTube : Thai Testdrive

[EV CAR] GWM เปิดตัวแพ็กเกจขยายการรับประกันแบตเตอรี่ GWM ORA5 EV ยาวนานถึง 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้น 6,50...
14/09/2026

[EV CAR] GWM เปิดตัวแพ็กเกจขยายการรับประกันแบตเตอรี่ GWM ORA5 EV ยาวนานถึง 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้น 6,500 บาท

กรุงเทพฯ 14 กันยายน 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุดเดินหน้าสร้างความมั่นใจระยะยาวให้แก่ลูกค้า GWM ORA 5 EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นยอดนิยม ด้วยการแนะนำ “แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่นานสูงสุด 10 ปี และ แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี” เพื่อส่งมอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมและอุ่นใจยิ่งขึ้น โดยสิทธิ์ความคุ้มครองสามารถส่งต่อให้แก่ผู้ครอบครองคนใหม่ได้และไม่จำกัดระยะทางการขับต่อปีภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับลูกค้า GWM ORA5 EV ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์เพื่อซื้อแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์ ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569

แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น GWM ORA5 EV มีรายละเอียดดังนี้ :
• แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร
รับสิทธิ์ขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่ ซึ่งครอบคลุมชิ้นส่วนสำคัญหลัก 3 รายการ ได้แก่ แบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ จากมาตรฐานเดิม 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร เพิ่มเป็นสูงสุด 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในราคาจำหน่าย 6,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
• แพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร
รับสิทธิ์ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ที่ครอบคลุมระบบสำคัญ ทั้ง 8 ระบบ ได้แก่ ระบบระบายความร้อน, ชุดเพลาหน้าและท้าย, ระบบเบรก, ระบบไฟฟ้า, ระบบบังคับเลี้ยว, ระบบความปลอดภัย, ระบบปรับอากาศ และระบบชาร์จไฟฟ้า จากเดิม 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร เพิ่มเป็น 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ในราคาจำหน่าย 10,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้แพ็กเกจนี้จะไม่ครอบคลุมแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ เนื่องจากชิ้นส่วนดังกล่าวอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่

ทั้งนี้ ความคุ้มครองที่ระบุในแพ็กเกจดังกล่าวจะผูกติดกับตัวรถยนต์และสามารถส่งต่อให้ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์คนใหม่ได้ และไม่จำกัดระยะทางการขับขี่ต่อปีโดยลูกค้าต้องนำรถเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด และต้องใช้อะไหล่แท้ ณ ศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ GWM เท่านั้น
คุณสมบัติและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ:
• เงื่อนไขตัวรถ : สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล GWM ORA 5 EV ที่ใช้งานภายในประเทศ มีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี หรือระยะทางสะสมไม่เกิน 15,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) นับจากวันส่งมอบ
• สภาพรถยนต์ : จะต้องไม่ผ่านการดัดแปลงระบบไฟฟ้าหรือระบบขับเคลื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีประวัติอุบัติเหตุร้ายแรง น้ำท่วม หรือไฟไหม้
• การดูแลรักษา : มีประวัติเข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะครบถ้วน และเลือกใช้อะไหล่แท้ ณ ศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ GWM เท่านั้น
• ข้อยกเว้นความคุ้มครอง : ทั้งนี้ ความคุ้มครองไม่รวมถึงการเสื่อมสภาพตามปกติ อุบัติเหตุ การใช้งานผิดประเภท และการละเลยการบำรุงรักษาตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงการจัดทำแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น GWM ORA5 EV ว่า "สิ่งที่ GWM ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือการดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจและโปร่งใส และเชื่อว่าการรับประกันที่ดีที่สุด คือการรับประกันที่ไม่มีเงื่อนไขซ่อนเร้นและสามารถตรวจสอบได้ สำหรับระยะเวลา 10 ปี หรือ 220,000 กิโลเมตร ถือเป็นระยะที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับการใช้งานจริงของลูกค้า และยิ่งไปกว่านั้นความคุ้มครองที่ลูกค้าสามารถส่งต่อให้เจ้าของคนใหม่ได้ยังช่วยรักษามูลค่ารถในระยะยาว ทั้งนี้ GWM มุ่งมั่นให้ลูกค้า ORA 5 EV ใช้รถได้อย่างอุ่นใจ มั่นใจได้ว่ารถของคุณจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเต็มประสิทธิภาพตลอดการใช้งาน เพราะการดูแลของเราไม่เคยจบลงแค่วันส่งมอบรถ"

ปัจจุบัน GWM มีศูนย์บริการมาตรฐาน GWM Partner Store มากกว่า 71 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองเฉพาะทางด้าน EV ที่พร้อมรองรับการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ สำหรับลูกค้า GWM ORA5 EV ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์เพื่อซื้อแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และรถยนต์ ได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569

[NEW CAR] FORD 🇺🇸 🇹🇭 ฟอร์ด ประเทศไทย ครบรอบ 30 ปี จากฐานการผลิตระดับโลก สู่การสร้างคุณค่าให้ผู้คน ธุรกิจ และชุมชน สะท้อน...
14/09/2026

[NEW CAR] FORD 🇺🇸 🇹🇭 ฟอร์ด ประเทศไทย ครบรอบ 30 ปี จากฐานการผลิตระดับโลก สู่การสร้างคุณค่าให้ผู้คน ธุรกิจ และชุมชน สะท้อน 6 มิติของการสร้างคุณค่า ครอบคลุมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์ลูกค้า คอมมูนิตี้ มอเตอร์สปอร์ต และการพัฒนาชุมชน

• ลงทุนสะสมในไทยกว่า 133,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มกราคม 2569) สนับสนุนการจ้างงานกว่าหมื่นตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมผลิตและส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปยังตลาดทั่วโลกกว่า 3.3 ล้านคัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569)
• ส่งมอบรถยนต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยไปแล้วมากกว่าแปดแสนคัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569) พร้อมลงทุนบริการหลังการขายเพื่อยกระดับประสบการณ์การขายและบริการ ภายใต้แนวคิด ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
• เชื่อมโยงคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถฟอร์ดมากกว่า 50 กลุ่มทั่วประเทศ สานต่อดีเอ็นเอด้านสมรรถนะผ่านมอเตอร์สปอร์ต และจัดสรรงบประมาณแล้วกว่า 282 ล้านบาท ผ่านฟอร์ด ฟิแลนโธรพี เพื่อสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมมากกว่า 135 โครงการทั่วประเทศไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 14 กันยายน 2569 – ตลอด 30 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สร้างคุณค่าตั้งแต่สายการผลิต ครอบคลุมไปถึงชีวิตของผู้คน ธุรกิจ และชุมชนในทุกมิติ ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การสานต่อความสำเร็จด้านมอเตอร์สปอร์ต การสร้างความผูกพันของคอมมูนิตี้ ตลอดจนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอด 30 ปี ฟอร์ดเติบโตเคียงข้างประเทศไทยด้วยความร่วมมือจากพนักงาน ผู้จำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และชุมชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนผ่านจำนวนรถยนต์ที่ผลิตหรือส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างงานและพัฒนาทักษะ การเติบโตของพันธมิตรทางธุรกิจ ความไว้วางใจของลูกค้า ความผูกพันของคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถ และโอกาสที่เกิดขึ้นกับผู้คนในชุมชน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้ และพร้อมเดินหน้าเคียงข้างประเทศไทยต่อไป”

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอด 30 ปี
ตลอด 30 ปี ฟอร์ดลงทุนสะสมในไทยกว่า 133,000 ล้านบาท ผ่านฐานการผลิตระดับโลก 2 แห่ง คือโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (Ford Thailand Manufacturing: FTM) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AutoAlliance Thailand: AAT) พร้อมผลิตและส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลกรวมกว่า 3.3 ล้านคัน อีกทั้งมีส่วนสร้างงานอีกนับหมื่นตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ และล่าสุดได้เข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิที่อยู่ข้างโรงงานเอฟทีเอ็มในจังหวัดระยอง เมื่อต้นปี 2569 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย

พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจ
ฟอร์ดส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้ลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอดผ่านฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถกระบะตอนครึ่ง (Open Cab) การนำเทคโนโลยีช่วยขับขี่ล้ำสมัยมาใช้ และประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวระดับโลกของรถยนต์รุ่นสำคัญ อาทิ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันแรก และฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่น 4 ประตู อีกทั้งยังเป็นแบรนด์แรกในไทยที่เปิดตลาดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม ด้วยการเปิดตัวฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ที่ผสานการออกแบบและความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เข้ากับเทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูงและสมรรถนะออฟโรด จนได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้านับตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับจอง

ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ
ภายใต้แนวคิด ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’ ฟอร์ดพัฒนานวัตกรรมด้านบริการ ให้ลูกค้าได้รับความสะดวก ความมั่นใจ และความประทับใจตลอดการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด ล่าสุดฟอร์ดได้ต่อยอดการดูแลลูกค้าผ่าน Ford Rewards Club โปรแกรมสะสมคะแนนการใช้จ่ายที่ศูนย์บริการ แลกรับส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพิ่มความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของรถ ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีทำให้ฟอร์ดได้รับการจัดให้อยู่อันดับ 2 ของด้านความพึงพอใจบริการหลังการขายโดยดิฟเฟอเรนเชียล* อีกทั้งยังสะท้อนในผลการใช้บริการของลูกค้า ทั้งแอปพลิเคชัน Ford app ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 ราย การนัดหมายเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตเฉลี่ย 26% ต่อปี และอัตราการกลับเข้ารับบริการของลูกค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 83% ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

พิสูจน์สมรรถนะบนสนามแข่ง สร้างความภาคภูมิใจให้ลูกค้าฟอร์ด
มอเตอร์สปอร์ตเป็นส่วนหนึ่งในดีเอ็นเอของฟอร์ด และเพื่อสานต่อจิตวิญญาณ ‘แกร่งตัวจริง’ จึงได้เปิดตัวทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ในปีพ.ศ. 2563 และนับตั้งแต่วันแรกที่ลงแข่งขันสามารถคว้าแชมป์มาแล้วถึง 31 รางวัล ทั้งในรุ่นที่ลงแข่งขันและประเภท Overall จากศึกทางเรียบและออฟโรดในเวลาเพียง 7 ปี รวมถึงเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรและช่างเทคนิคได้ทดสอบรถยนต์ภายใต้สภาวะที่ท้าทาย พร้อมนำองค์ความรู้ไปใช้กับการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งเข้าแข่งขันด้วยรถที่พัฒนาบนพื้นฐานของรถโปรดักชันจากโรงงาน และสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันออฟโรดระดับเอเชียถึง 2 ปีซ้อน

เชื่อมโยงคอมมูนิตี้ สร้างความผูกพันที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถ
ฟอร์ดสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถกว่า 50 คลับทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสานสัมพันธ์ผ่านการเดินทางร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์พิเศษที่ฟอร์ดจัดขึ้นสำหรับเจ้าของรถอย่าง King of Tough, Raptor Track Experience หรือการเข้าชมการแข่งมอเตอร์สปอร์ต ไปจนถึงกิจกรรมเพื่อชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เรียนรู้และสัมผัสศักยภาพของรถ ขณะเดียวกันความคิดเห็นจากการใช้งานจริงของลูกค้ายังเป็นข้อมูลสำคัญที่ฟอร์ดนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการได้ดียิ่งขึ้น

สร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
ฟอร์ดสนับสนุนชุมชนผ่านฟอร์ด ฟิแลนโธรพี (Ford Philanthropy) หน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี โดยจัดสรรงบประมาณแล้วกว่า 282 ล้านบาท** ระหว่างปี 2558-2569 สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมกว่า 135 โครงการทั่วประเทศด้วยความร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 22 แห่ง ครอบคลุมด้านการศึกษา การพัฒนาชุมชน การสร้างทักษะ และการยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผนึกกำลังพนักงานจิตอาสาและผู้จำหน่ายผ่านกิจกรรม Ford Global Caring Month และ ‘ฟอร์ดร่วมด้วยช่วยสร้าง’ (Ford Building Together)ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในโครงการสำคัญคือ การจัดตั้ง ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน หรือ Ford Community Center (FCC) เป็นพื้นที่กลางเพื่อการเรียนรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

“เราจะเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมสานต่อความร่วมมือกับผู้จำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายรัฐการ จูตะเสน กล่าวเพิ่มเติม

หมายเหตุ
* 2026 Thailand Customer Experience Index (CXI) Studies ดัชนีความพึงพอใจงานบริการหลังการขายรถยนต์ในประเทศไทย ประจำปี 2569 ของดิฟเฟอเรนเชียล (Differential)
** งบประมาณมูลค่า 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569
#ฟอร์ดไทย

[EV CAR] MG 🇨🇳 🇹🇭  เอ็มจี ชวนทดลองขับให้ชัด เพื่อความมั่นใจที่ชัวร์ กับแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” พร้อมแชร์ทริก...
11/09/2026

[EV CAR] MG 🇨🇳 🇹🇭 เอ็มจี ชวนทดลองขับให้ชัด เพื่อความมั่นใจที่ชัวร์ กับแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” พร้อมแชร์ทริก TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ”

กรุงเทพฯ – 11 กันยายน 2569 – บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ชวนผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ เปลี่ยนจากการเสิร์ชข้อมูลบนหน้าจอ สู่การสัมผัสประสบการณ์จริงหลังพวงมาลัย ผ่านแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสรถคันจริง ทดลองขับ ทดลองใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของ พร้อมแชร์เทคนิคการ TEST DRIVE ที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น และเตรียมจัดกิจกรรมที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ เอ็มจี หลากหลายรุ่นระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 ณ โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ

การทดลองขับมีความสำคัญในการเลือกรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เพราะรถอีวีมาพร้อมประสบการณ์ที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป ทั้งเรื่องระบบพลังงาน รูปแบบการขับขี่ การตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้า ความเงียบภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชันอัจฉริยะต่าง ๆ การได้ทดลองใช้งานจริงพร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ดีและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมือใหม่ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก

ในขณะที่ เอ็มจี มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานในเมือง เน้นขับขี่ง่าย คล่องตัว ไปจนถึงผู้ที่มองหาสมรรถนะ และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ได้ตรงกับความต้องการใช้งานมากที่สุด จึงเกิดเป็นแคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” เชิญชวนผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาสัมผัสและทดลองขับ ไม่ว่าจะเป็น NEW MG URBAN ที่ตอบโจทย์คำว่า “EASY” ขับสบาย ใช้งานสะดวก และช่วยให้ชีวิตง่ายด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ NEW MG S5 EV PLUS รถอีวีมหาชนที่ใคร ๆ ก็เลิฟ NEW MG4 MY2026 อีวีที่ขับสนุก ตอบสนองได้ตามใจสั่ง รวมถึง MG IM5 และ
MG IM6 สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ในอีกระดับ และชื่นชอบเทคโนโลยีอัจฉริยะ

เอ็มจี จึงแนะนำวิธี TEST DRIVE อย่างไร ให้รู้จัก “ตัวตนของรถ” ผ่านการลอง 4 ขั้นตอน ง่าย ๆ ดังนี้

• ลองขับ เพื่อสัมผัสบุคลิกของรถ สังเกตการตอบสนองของคันเร่ง พวงมาลัย ระบบเบรก และการควบคุมรถ รวมถึงความรู้สึกระหว่างขับขี่ เพราะผู้ขับขี่แต่ละคนมีสไตล์และความชอบที่ต่างกัน การได้ลองขับด้วยตัวเองจะช่วยให้รู้ว่ารถคันนั้นเหมาะกับเราหรือไม่
• ลองนั่ง ในแบบที่คุณจะใช้งานจริง ลองปรับเบาะและพวงมาลัยให้เหมาะกับตัวเอง สำรวจตำแหน่งการนั่ง ทัศนวิสัย และพื้นที่ภายในห้องโดยสาร เพื่อดูว่าความสะดวกสบายและพื้นที่ใช้สอยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณหรือไม่
• ลองใช้ฟังก์ชัน เพื่อดูว่าเทคโนโลยีตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะในรถอีวีที่มาพร้อมเทคโนโลยีและฟังก์ชันอัจฉริยะ การทดลองใช้งานจริงจะช่วยให้เข้าใจว่าฟังก์ชันเหล่านั้นทำงานอย่างไร ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ การลงมือลองขับโดยที่มีคนคอยแนะนำ จะทำให้เข้าใจและใช้เทคโนโลยีได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
• ลองนึกถึงการใช้งานในชีวิตจริง ระหว่างทดลองขับ ลองนึกภาพว่าหากต้องใช้รถคันนี้เดินทางไปทำงานทุกวัน หรือออกทริปวันหยุดกับครอบครัว รถคันนี้จะตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตได้มากน้อยเพียงใด ถ้าจะให้ดี ควรลองขับบนเส้นทางจริงที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะเห็นภาพมากที่สุด

ทั้งนี้ เอ็มจี เตรียมมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ เอ็มจี หลากหลายรุ่นภายใต้แคมเปญ “TEST ให้ชัด TRUST ให้ชัวร์” ที่โชว์รูม เอ็มจี ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับ ทดลองใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถ เพราะรถที่ใช่ อาจไม่ได้ตัดสินจากข้อมูลในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง

11/09/2026

[TEST DRIVE] NEW MG ULTRA รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ สีตัวรถ LAVENDER PURPLE ชาร์จไฟฟ้าเต็ม 100% บอกวิ่งได้ระยะทาง 451 กิโลเมตร ขับขี่ทดสอบเดินทางจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศทางตะวันตก ขับผ่าเมืองกรุงเทพมหานคร และขับขี่เดินทางฝ่าสายฝนตกหนักในช่วงหัวค่ำบนสะพานภูมิพล-ถนนพระราม 3- สะพานกรุงเทพ ฯลฯ น้ำท่วมขังเชิงสะพาน น้ำท่วมขังทางโค้ง พื้นถนนเปียกลื่น ความเร็ว 80-100 กม./ชม. สบายๆ รูปโฉมแอร์โรไดนามิคมีประสิทธิภาพดี เบาะนั่งขับขี่ได้สวย ได้ขับขี่รถไฟฟ้าคันนี้รุ่นนี้ไประยะทาง 498 km (4396 km) ประหยัดไฟฟ้าดี รถน่ารัก ได้ขับขี่แล้วไม่ปฏิเสธครับ
#ขับจริงลองจริงกับเล็กมนต์ชัย

[NEW CAR] HYUNDAI 🇰🇷 🇹🇭 ฮุนได เสริมแกร่งจุดแข็ง-เปิดเกมเขย่าตลาด MPV ด้วย Hybrid 11 ที่นั่ง ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyunda...
10/09/2026

[NEW CAR] HYUNDAI 🇰🇷 🇹🇭 ฮุนได เสริมแกร่งจุดแข็ง-เปิดเกมเขย่าตลาด MPV ด้วย Hybrid 11 ที่นั่ง ครั้งแรกในไทย
เปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล
สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด MPV ไทย ด้วยรถ 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Hybrid 242 แรงม้า และประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.2 กม./ลิตร

• ยกระดับ STARIA สู่ขุมพลัง Turbo Hybrid เป็นครั้งแรก ด้วยกำลังสูงสุด 242 แรงม้า แรงบิด 367 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.2 กม./ลิตร(¹)
• ห้องโดยสารขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง คันเดียวตอบโจทย์ทั้งรถครอบครัว รถเดินทาง ไปจนถึงใช้งานเพื่อธุรกิจ
• เบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat ปรับปรุงใหม่สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3
• มาพร้อม e-Motion Drive เทคโนโลยีประสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากับระบบสมองกลที่รับรู้ถึงสถานการณ์ของรถและช่วยควบคุมอย่างฉับไว ประกอบด้วย e-Ride, e-Handling, e-EHA และ e-Traction ช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ความแม่นยำในการควบคุม และเสถียรภาพของตัวรถ
• จัดเต็ม Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่ และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ
• พร้อมประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง จอคู่ 12.3 นิ้ว และ Hyundai Bluelink แอปพลิเคชันสั่งงานรถด้วยปลายนิ้ว

กรุงเทพฯ 10 กันยายน 2569 – บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ MPV พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว The new STARIA Hybrid ชูจุดเด่นในฐานะ MPV 11 ที่นั่ง ครั้งแรก และหนึ่งเดียวในตลาดไทยที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Hybrid ต่อยอดจุดแข็งของ STARIA ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ห้องโดยสาร และเบาะที่นั่งพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 รองรับตั้งแต่การเดินทางของครอบครัว การเดินทางระยะไกล ไปจนถึงการใช้งานภาคธุรกิจ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วย Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ภายใต้สโลแกน “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ” สะท้อนกลยุทธ์ของฮุนไดในการยกระดับทางเลือกในตลาด MPV ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผสานพื้นที่ สมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความอเนกประสงค์ไว้ในรถคันเดียว

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ฮุนไดได้สร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทยผ่าน Hyundai H-1 ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มครอบครัวและผู้ประกอบการ ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบาย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก H-1 คือ ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับรถที่ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ชีวิตในหลายรูปแบบ ซึ่งเราได้นำความเข้าใจนี้มาต่อยอดสู่ STARIA พร้อมให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยี และความสามารถในการรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น”

“The new STARIA Hybrid จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของฮุนไดในตลาด MPV ด้วยการนำจุดเด่นของ STARIA Diesel ที่ลูกค้าคุ้นเคย ทั้ง ห้องโดยสารกว้างขวาง 11 ที่นั่ง มอบความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ผสานกับระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะแรง แต่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยี Hyundai Bluelink แอปพลิเคชันสั่งงานรถแค่ปลายนิ้ว และเทคโนโลยีช่วยขับขี่ และความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างรถที่รองรับสมาชิกได้ครบ รถที่ขับสบาย หรือรถที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน เพราะ The new STARIA Hybrid รวมทุกคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในรถคันเดียว พร้อมรองรับทั้งการเดินทางของครอบครัว ทริประยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจได้อย่างลงตัว”
Turbo Hybrid 242 แรงม้า สมรรถนะที่พร้อมรับทุกการเดินทาง ประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร

The new STARIA Hybrid ยกระดับสมรรถนะของรถ MPV ขนาดใหญ่ ด้วยระบบขับเคลื่อน Turbo Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร T-GDI Turbo กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 72 แรงม้า และแบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.49 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังสู่ล้อหน้า โดยแรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยให้รถออกตัวและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเดินทางที่มีทั้งผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม เติมเต็มความคล่องตัวและความนุ่มนวลที่ต้องการจากรถสำหรับทั้งครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ

นอกจากสมรรถนะที่ตอบโจทย์รถ MPV ขนาดใหญ่แล้ว ระบบ Hybrid ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) ตามมาตรฐาน NEDC(1) ช่วยให้ทุกการเดินทางไปได้ไกลขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ที่ให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและความสบายในการโดยสาร พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความมั่นใจในการควบคุม เพื่อให้ The new STARIA Hybrid พร้อมรองรับตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางระยะไกลในทุกภารกิจ
11 ที่นั่งเต็มพื้นที่ เทคโนโลยีเต็มคัน ขับนุ่ม มั่นใจยิ่งขึ้นด้วย e-Motion Drive

The new STARIA Hybrid โดดเด่นด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง บนตัวถังยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และระยะฐานล้อยาว 3,273 มม. ช่วยสร้างพื้นที่ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเดินทางของครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกหลายเจเนอเรชัน การเดินทางเป็นกลุ่ม ไปจนถึงการใช้งานเพื่อธุรกิจ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริงด้วย Smart Power Sliding Door ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ที่ช่วยให้การขึ้น-ลงรถง่ายขึ้น และ Smart Power Tailgate จัดการสัมภาระทำได้สะดวก ภายในยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกการควบคุมด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง พร้อมจุดยึดเบาะเด็กแบบ ISOFIX จำนวน 4 จุด ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ Shift-by-Wire และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ขณะที่ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่แข็งแรงให้กับตัวรถ
ด้านเทคโนโลยี The new STARIA Hybrid มาพร้อมหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม Hyundai Bluelink สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เสริมความสะดวกด้วยช่องชาร์จ USB Type-C จำนวน 7 จุด ที่กระจายภายในห้องโดยสาร พร้อม Surround View Monitor กล้องมองภาพรอบทิศทาง และเซนเซอร์กะระยะด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องควบคุมรถในพื้นที่จำกัด ขณะที่อุปกรณ์ด้านความสะดวกและความบันเทิง เช่น Wireless Charger และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริประยะไกล

นอกจากนี้ The new STARIA Hybrid ยังมาพร้อม e-Motion Drive เทคโนโลยีที่ประสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและ ECU เพื่อยกระดับความนุ่มนวลในการโดยสาร ความแม่นยำในการควบคุม และเสถียรภาพของตัวรถ ผ่านระบบ e-Ride ที่ช่วยลดการสั่นและการโยนตัว, e-Handling ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, e-EHA ที่เสริมการควบคุมในจังหวะหักหลบ และ e-Traction ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรักษาเสถียรภาพของรถ ให้การขับขี่คล่องตัว มั่นคง และมั่นใจยิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์

Hyundai SmartSense 15 ระบบ เพราะทุก Mission ต้องมาพร้อมความมั่นใจ
The new STARIA Hybrid มาพร้อม Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้งานในเมือง การเดินทางระยะไกล การควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนและการถอยรถ โดยมีระบบสำคัญ อาทิ Smart Cruise Control with Stop & Go (SCC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, Forward Collision-Avoidance Assist with Junction Turning (FCA-JT) ระบบช่วยลดความเสี่ยงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก รวมถึง Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางอย่างเหมาะสม

เสริมการดูแลรอบคันด้วย Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา, Blind-Spot View Monitor (BVM) ระบบแสดงภาพบริเวณจุดอับสายตา และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ พร้อม High Beam Assist, Safe Exit Assist, Driver Attention Warning, Leading Vehicle Departure Alert, Manual Speed Limit Assist และ Rear Occupant Alert นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง ABS, Electronic Stability Control, Hill-start Assist Control, Multi-Collision Braking, Crosswind Stability Control และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS เพื่อเสริมความมั่นคงและความอุ่นใจตลอดทุกการเดินทาง

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว The new STARIA Hybrid ริเริ่มมาจากความเข้าใจลูกค้าที่ต้องการรถที่พร้อมรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เพื่อบรรลุภารกิจที่สำคัญในแต่ละวัน โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชัน และสามารถขับเคลื่อนความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กันได้ในรถคันเดียว สำหรับรถ MPV ขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง ที่ต้องรองรับทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ วันนี้ ทางฮุนได จึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงมีการตอบสนองที่มั่นใจ ขณะเดียวกันยังให้ความนุ่มนวลเมื่อขับขี่ในเมือง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเดินทางระยะไกล จึงเหมาะทั้งกับการใช้งานของครอบครัวและธุรกิจ เราต้องการให้ Hyundai new STARIA Hybrid เป็นครั้งแรก และหนึ่งเดียวในไทยของรถไฮบริด 11 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายเจเนอเรชัน และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ที่สามารถใช้ได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าภารกิจนั้นจะเป็นการเดินทางระยะสั้น การเดินทางพร้อมสมาชิกเต็มคัน หรือการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน”
“จุดสำคัญของ The new STARIA Hybrid คือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ รถคันนี้ให้กำลังสูงสุด 242 แรงม้า และแรงบิด 367 นิวตัน-เมตร ขณะเดียวกันยังให้อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ดีไซน์ภายนอกใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าโฉมใหม่ พร้อมไฟท้าย Parametric Pixel LED เมื่อรวมกับ Hyundai SmartSense 15 ระบบ พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ภายในเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ ให้มีความสบายยิ่งขึ้น และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เราเชื่อว่า The new STARIA Hybrid มีความพร้อมที่จะเป็นรถหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ และรองรับทุกภารกิจได้อย่างแท้จริง”

พร้อมเป็นรถคันหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ
The new STARIA Hybrid ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น MPV ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ครบยิ่งขึ้น ด้วย 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Turbo Hybrid 242 แรงม้า ประหยัดสูงสุด 17.2 กม./ลิตร(1) พร้อม Connected Car Services – Hyundai Bluelink และ Hyundai SmartSense 15 ระบบ จึงพร้อมรองรับทั้งครอบครัว การเดินทางระยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ

The new STARIA Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Modern ราคา 2,099,000 บาท และ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Premium ราคา 2,399,000 บาท พร้อมสีภายนอก Creamy White และ Abyss Black Pearl รวมถึงสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl เฉพาะรุ่น Premium จับคู่กับห้องโดยสารสี Obsidian Black เพื่อเติมเต็มทางเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและสไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

เพื่อฉลองการเปิดตัว ฮุนไดมอบข้อเสนอพิเศษ STARIA Hybrid Privilege Package(3) สำหรับลูกค้า The new STARIA Hybrid รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.69% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Careครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร(2) พร้อมมอบความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(2) และสิทธิ์ขยายการรับประกันภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) ตลอดจนบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี นอกจากนี้ พิเศษสำหรับครอบครัวฮุนได (Hyundai Family) รับส่วนลดเพิ่มเติม 20,000 บาท เมื่อจองและรับรถ The new STARIA Hybrid ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/build-a-car/special-offers/the-new-staria-hybrid

การเปิดตัว The new STARIA Hybrid สะท้อนความมุ่งมั่นของฮุนไดในการสานต่อความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทย จากความไว้วางใจที่ได้รับมาอย่างยาวนานตั้งแต่ Hyundai H-1 สู่การพัฒนา STARIA ให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Hybrid เข้ามาเติมเต็มทั้งด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความสะดวกในการใช้งาน พร้อมตอกย้ำแนวทางของฮุนไดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการจริงของผู้บริโภค เพื่อให้รถยนต์หนึ่งคันสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว การเดินทาง และธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าและความมั่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส The new STARIA Hybrid และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสการตอบสนองของขุมพลัง Turbo Hybrid ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง และเทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ รายละเอียดข้อเสนอ และบริการจากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new STARIA Hybrid ได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/find-a-car/the-new-staria-hybrid/highlights

หมายเหตุ:
1. อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด
2. โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการยกรถเป็นไปตามเงื่อนไขของรถยนต์แต่ละรุ่นฉบับสมบูรณ์ได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ
3. ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th/build-a-car/special-offers/the-new-staria-hybrid




#รถไฮบริด11ที่นั่งพร้อมสำหรับทุกภารกิจ

10/09/2026

[NEW CAR] เปิดตัว The new STARIA Hybrid ครั้งแรกในประเทศไทย รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 11 ที่นั่ง หนึ่งเดียวในตลาดไทยที่มาพร้อมขุมพลัง Hybrid พร้อมตอบโจทย์ทุกบทบาทของทุกเจเนอเรชัน วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 18.10 น. ณ THE 71 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Hyundai new STARIA Hybrid คันเดียวจบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล ขุมพลัง 242 แรงม้า ประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร



#รถไฮบริด11ที่นั่งพร้อมสำหรับทุกภารกิจ

[MOTOR SPORT] GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จ หลัง GWM TANK 300 DIESEL พิชิตศึก AXCR 2026ตอกย้ำพลังทีม วิศวกรรม และเทคโนโลยีดีเ...
10/09/2026

[MOTOR SPORT] GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จ หลัง GWM TANK 300 DIESEL พิชิตศึก AXCR 2026
ตอกย้ำพลังทีม วิศวกรรม และเทคโนโลยีดีเซล 2.4 ลิตร จากสนามแข่งสู่ความมั่นใจบนถนนจริง

กรุงเทพฯ 10 กันยายน 2569 – GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เปิดบทสรุปความสำเร็จของทีม GWM Ek Group Racing Team และ GWM TANK 300 DIESEL หลังสร้างผลงานอันน่าภาคภูมิใจในการแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ด้วยการนำรถแข่งทั้ง 2 คันผ่านบททดสอบครบทั้ง 6 สเตจ และเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ท่ามกลางเส้นทางครอสคันทรีสุดโหดกว่า 2,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หนักหน่วงที่สุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตเอเชีย ในการแข่งขันครั้งนี้ รถ GWM TANK 300 DIESEL หมายเลข 114 ขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ พร้อมผู้นำทาง สมเกียรติ น้อยจาด คว้าอันดับ 12 Overall และอันดับ 4 ในรุ่น T2A-D ขณะที่รถ GWM TANK 300 DIESEL หมายเลข 128 ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน พร้อมผู้นำทาง ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ จบการแข่งขันในอันดับ 15 Overall และอันดับ 6 ในรุ่น T2A-D สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความทนทาน และศักยภาพของ GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ในสภาพการใช้งานจริงบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และสภาพภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดการแข่งขัน

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปัจจุบัน GWM มีเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ครอบคลุมทั้งยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ครอบคลุมตั้งแต่ห้องปฏิบัติการทดสอบการชน อุโมงค์ลม ไปจนถึงสนามทดสอบที่จำลองสภาพพื้นผิวมากกว่า 100 รูปแบบ อีกทั้งยังมีขีดความสามารถในการทดสอบที่เข้มงวดกว่า 2,000 รายการ ครอบคลุมสภาพถนนและโซนจำลองทุกรูปแบบเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามเราไม่ได้หยุดอยู่แค่การจำลองในห้องปฏิบัติการ หลังจากพิสูจน์ยานยนต์ของเราในทะเลทรายอันสุดขั้วของการแข่งขัน Taklimakan Rally การเข้าร่วมศึก AXCR กับเส้นทางออฟโรดในเขตร้อนที่คาดเดาไม่ได้นี้ได้มอบความท้าทายที่แตกต่างออกไป ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันปีนี้ที่ถูกจัดขึ้นในประเทศไทย ทำให้เราสามารถพิสูจน์สมรรถนะรถของเราภายใต้สภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศจริงที่ผู้ใช้งานในประเทศไทยต้องเผชิญได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการส่ง GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร ทั้ง 2 คัน เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น T2 ซึ่งยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุด และสามารถเข้าเส้นชัยได้สำเร็จหลังเผชิญเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจได้ของทั้งแบรนด์และไลน์อัปผลิตภัณฑ์ TANK ของเรา ทั้งในด้านวิศวกรรม โครงสร้างแชสซี ระบบส่งกำลัง และขุมพลังดีเซลที่สั่งสมความเชี่ยวชาญมายาวนานกว่า 30 ปี ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน”

รถ SUV ทรงกล่อง Boxy Style ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางแบบออฟโรดขั้นสุด
สำหรับการแข่งขัน AXCR 2026 ทาง GWM ส่ง GWM TANK 300 จำนวน 2 คันลงแข่งขันในรุ่น T2A-D ซึ่งเป็นประเภท Production-Based Vehicle หรือรถที่ยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุดตามข้อกำหนดการแข่งขัน โดยยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบส่งกำลัง และวิศวกรรมหลักของรถที่จำหน่ายจริง พร้อมปรับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมกับการแข่งขัน โดยหัวใจสำคัญของรถแข่งทั้งสองคันคือ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบแปรผัน (VGT) ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ซึ่งช่วยส่งมอบแรงบิดอย่างต่อเนื่องในทุกสภาพเส้นทาง ควบคู่กับเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการควบคุมรถบนเส้นทางที่หลากหลาย ขณะที่ดีไซน์เอกลักษณ์ทรงกล่อง Boxy Style ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแกร่ง แต่ยังให้ความคล่องตัวสูง และง่ายสำหรับผู้ขับขี่ สะท้อนศักยภาพของ GWM TANK 300 DIESEL ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางแบบออฟโรดขั้นสุด ผ่านการพิสูจน์จริงบนสังเวียนแรลลี่ระดับโลก

จากห้องทดสอบสู่สนามจริง อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความทนทานเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร และเกียร์ 9AT
หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากการแข่งขันครั้งนี้คือการเก็บข้อมูลการทำงานของรถภายใต้สภาวะขีดสุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถจำลองได้อย่างสมบูรณ์แม้ในสนามทดสอบมาตรฐานหรือการใช้งานบนถนนทั่วไป การแข่งขัน Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพิสูจน์ความสำเร็จของ GWM TANK 300 DIESEL สามารถคว้าอันดับ 4 และ 6 ในรุ่น T2A-D มาครองได้เท่านั้น แต่ยังเป็น "ห้องปฏิบัติการวิจัยเคลื่อนที่" ที่ดุดันเพื่อทดสอบขีดจำกัดทางวิศวกรรมของตัวรถ โดยภายหลังจบการแข่งขัน ทีมวิศวกรได้ส่งตัวอย่างน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์จากรถแข่ง หมายเลข 114 ไปวิเคราะห์เชิงลึกที่ Focus Lab ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO9001:2015 โดยผลทดสอบไม่พบความผิดปกติของการเจือปนธาตุ โลหะทั้ง 18 ชนิด (Fine Wear) และ 11 ชนิด (Coarse Wear) ในน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ เป็นการตอกย้ำว่าชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์ 2.4T และเกียร์ 9AT มีอัตราการสึกหรอที่ต่ำมาก แม้จะถูกเค้นสมรรถนะอย่างหนักหน่วงที่สุดก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลผลทดสอบยังระบุสถานะ "NORMAL" (ปกติ) ในทุกมิติ ทั้งชิ้นส่วนโลหะ คุณภาพน้ำมัน และสิ่งเจือปน ถือเป็นอีกหนึ่งผลการพิสูจน์ เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนของ GWM ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้เป็นอย่างดี โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพ ความทนทาน และความมั่นใจในการใช้งานจริงของลูกค้า พร้อมต่อยอดสมรรถนะของขุมพลังดีเซล และเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะ ให้สามารถรับมือกับสภาพเส้นทางที่หลากหลายได้อย่างมั่นใจและควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น

ต่อยอดองค์ความรู้มอเตอร์สปอร์ต มุ่งพัฒนายานยนต์ที่ไว้วางใจได้ในทุกการเดินทาง
ความสำเร็จครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทำงานร่วมกันภายใน GWM Ek Group Racing Team ซึ่งประกอบด้วยนักแข่ง ผู้นำทาง วิศวกร ช่างเทคนิค ทีมบริการ และทีมสนับสนุนที่ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดการแข่งขัน ภายใต้สภาพเส้นทางและสภาพอากาศที่คาดเดาได้ยาก ความพร้อมในการเตรียมรถ การสื่อสารที่ชัดเจน การวางแผนอย่างรัดกุม และการตัดสินใจที่รวดเร็ว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รถทั้งสองคันสามารถเดินทางไปถึงเส้นชัยได้สำเร็จ นอกจากนี้ AXCR 2026 ยังเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่าง GWM (Thailand) และพาร์ทเนอร์ โดยมี EK Group พันธมิตรสำคัญที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน และร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์และตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพ เทคโนโลยี และศักยภาพของผลิตภัณฑ์ GWM ในระยะยาว

การแข่งขัน AXCR 2026 ยังช่วยสะท้อนภาพของ GWM ในอีกมิติหนึ่ง จากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ สู่การแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี พร้อมตอกย้ำศักยภาพของ GWM ในการตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มองหายานยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับพละกำลัง ความทนทาน และสมรรถนะออฟโรดของเครื่องยนต์ดีเซล

แม้การแข่งขัน AXCR 2026 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับ GWM นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บทใหม่บนเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต บริษัทฯ ยังคงศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต พร้อมตอกย้ำบทบาทของ GWM Motorsport ในฐานะแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระยะยาวที่เชื่อมต่อสนามแข่งขันเข้ากับการพัฒนารถยนต์สำหรับการใช้งานจริง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ในทุกการเดินทาง


ที่อยู่

ถนนพัฒนาการ
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thai Testdriveผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thai Testdrive:

ทางลัด

แชร์

ประเภท