GP Motorsport GRANDPRIX MOTORSPORT

🏁 RACE 5 พร้อมแล้ว! มาร่วมลุ้นสดๆไปด้วยกันติดตามการแข่งขัน Honda One Make Race 2026 – Event 3 | Race 5 กับทุกจังหวะการชิ...
14/08/2026

🏁 RACE 5 พร้อมแล้ว! มาร่วมลุ้นสดๆไปด้วยกัน

ติดตามการแข่งขัน Honda One Make Race 2026 – Event 3 | Race 5 กับทุกจังหวะการชิงตำแหน่งในสนาม

📺 LIVE STREAMING
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569
⏰ 10:00 น.

รับชมพร้อมกันทาง
Honda One Make Race
Grandprix Motorsport
XO Autosport

แล้วมาร่วมเชียร์ไปพร้อมๆกัน!

GT500 ถูกล็อกการพัฒนาเกือบทั้งคัน แล้ว NISMO หาความเร็วจากตรงไหน?มองจากภายนอก Nissan Z GT500 อาจทำให้หลายคนนึกถึง Fairla...
13/08/2026

GT500 ถูกล็อกการพัฒนาเกือบทั้งคัน แล้ว NISMO หาความเร็วจากตรงไหน?

มองจากภายนอก Nissan Z GT500 อาจทำให้หลายคนนึกถึง Fairlady Z ที่ถูกขยายตัวถังให้กว้างขึ้น กดให้เตี้ยลง และเติม Aerodynamics สำหรับการแข่งขัน

แต่เบื้องหลังรูปลักษณ์ที่เราคุ้นตา เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นมาก

เพราะรถ GT500 ยุคปัจจุบันถูกสร้างขึ้นภายใต้ Technical Regulations ที่กำหนดทั้งมิติรถ ชิ้นส่วนร่วม และพื้นที่ที่ผู้ผลิตสามารถพัฒนาได้อย่างชัดเจน

พูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่ทุกจุดบนรถที่ NISMO อยากเปลี่ยนแล้วจะเปลี่ยนได้

เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตีกรอบเอาไว้ คำถามที่น่าสนใจจึงกลายเป็นว่า

แล้ว NISMO หาความเร็วเพิ่มเติมจากตรงไหน?

นี่คือรายละเอียดจาก Shinichi Kiga, Chief Motorsport Officer (CMO) ของ Nissan Motorsports & Customizing หรือ NMC ซึ่งอธิบายการพัฒนารถ GT500 ให้กับ Japan Motorsport Journalists Association (JMS) และถูกนำมาเผยแพร่พร้อมเอกสาร Technical โดย auto sport web ประเทศญี่ปุ่น

ก่อนจะเข้าใจ Z GT500 ต้องรู้จัก CLASS 1

พื้นฐานของ GT500 ยุคปัจจุบันย้อนกลับไปในปี 2019 เมื่อ GT Association และ DTM ร่วมกันสร้าง Technical Regulations ที่เรียกว่า CLASS 1

แนวคิดสำคัญคือการขยายการใช้ชิ้นส่วนร่วม หรือ Common Parts เพื่อรักษาสมรรถนะของรถ ขณะเดียวกันก็จำกัดขอบเขตการพัฒนาและลดต้นทุน

จากพื้นฐาน CLASS 1 ทาง SUPER GT มีการปรับรายละเอียดบางส่วนให้เหมาะกับรูปแบบการแข่งขันของตัวเอง จนเกิดเป็นกฎที่เรียกว่า

CLASS 1+α

และเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2020

ส่วนที่เป็น “+α” ครอบคลุมการปรับสเปกบางอย่างให้เหมาะกับการแข่งขัน SUPER GT เช่น Fuel Tank และระบบปรับอากาศ รวมถึงอนุญาตให้ติดตั้ง Sensor ที่จำเป็นต่อการพัฒนายาง ไม่ว่าจะเป็น Ride Height, Damper Stroke และ Tire Temperature

นอกจากนี้ยังอนุญาตระบบจุดระเบิดภายนอกห้องเผาไหม้ เช่น Pre-Chamber

นี่คือพื้นฐานของ Technical Regulations สำหรับรถ GT500 ยุคปัจจุบัน

Common Parts — เมื่อหลายส่วนของรถถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ GT500 น่าสนใจ คือแม้ Toyota, Nissan และ Honda จะลงสนามด้วยรถที่มีรูปลักษณ์และเอกลักษณ์แตกต่างกัน แต่ภายในกติกามีชิ้นส่วนจำนวนมากที่ถูกกำหนดให้เป็น Common Parts

NISMO แบ่งชิ้นส่วนตามข้อกำหนดออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น

EB — Engineering Bill of Materials
SB — Specification Components
LB — Listed Components

จากข้อมูลของ NISMO เฉพาะ EB Parts มีทั้งหมด 52 รายการ คิดเป็นประมาณ 37% ของต้นทุนตัวรถ และช่วยลดต้นทุนลงประมาณ 15% เมื่อเทียบกับรถยุคก่อนหน้า

ตัวอย่าง EB Parts ที่ปรากฏในเอกสารมีทั้ง Starter, Drive Shaft, Clutch, ECU, Front Brake Disc และ Rear Wing

นอกจากนี้ Suspension รวมถึง Brake Duct ยังถูกนำมาอยู่ภายใต้ข้อกำหนดร่วมด้วย

ขณะที่ด้าน Aerodynamics ชิ้นส่วนอย่าง Splitter, Flat Floor และ Rear Diffuser ถูกกำหนด Geometry ภายใต้ SB Parts

นั่นหมายความว่า พื้นที่ซึ่งแต่ละค่ายสามารถใช้สร้างความแตกต่างของรถตัวเอง มีขอบเขตที่ชัดเจนมาก

Fairlady Z กลายเป็น Z GT500 ได้อย่างไร?

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า Scaling

แทนที่จะนำตัวถัง Production Car มาขยายโป่งตามต้องการ รูปทรงของรถต้นแบบจะถูกปรับตามขั้นตอนที่กฎ GT500 กำหนด เพื่อให้เข้าสู่มิติของรถแข่ง

เมื่อเปรียบเทียบ RZ34 Fairlady Z กับ Nissan Z GT500 ความแตกต่างจะเห็นได้ชัดเจน

Production Car มีความยาว 4,388 มม.
GT500 ยาว 4,650 มม.
เพิ่มขึ้น 262 มม.

ความสูงจาก 1,315 มม.
ลดลงเหลือ 1,150 มม.
เตี้ยลง 165 มม.

ความกว้างจาก 1,845 มม.
เพิ่มเป็น 1,950 มม.
กว้างขึ้น 105 มม.

และ Wheelbase จาก 2,550 มม.
เพิ่มเป็น 2,750 มม.
ยาวขึ้น 200 มม.

ผลลัพธ์คือ Z GT500 ที่ยังคงภาพลักษณ์ของ Fairlady Z เอาไว้ แต่มีสัดส่วนที่ ยาวกว่า กว้างกว่า และเตี้ยกว่า รถ Production อย่างชัดเจน

Kiga อธิบายว่า จุดประสงค์ของ Scaling คือพยายามลดความแตกต่างด้าน Aerodynamics ที่เกิดจากรูปทรงของ Base Car แต่ละรุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้รถหลายประเภทและผู้ผลิตหลายรายสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้

และผลที่ตามมาคือ รถ GT500 ทุกคันมีสัดส่วนที่ดูเป็น Racing Car อย่างเต็มตัว ขณะเดียวกันก็ยังรักษาภาพลักษณ์ของรถ Production ต้นแบบเอาไว้

แต่พื้นที่ทำ Aero ไม่ได้เปิดให้พัฒนาได้ทั้งคัน

นี่คือส่วนสำคัญ

บนตัวรถ GT500 มีเส้นที่เรียกว่า Design Line ซึ่งเชื่อมบริเวณ Fender Arch ด้านหน้าและด้านหลัง

พื้นที่เหนือ Design Line จะต้องรักษารูปทรงภายนอกของ Base Car ที่ผ่านกระบวนการ Scaling เอาไว้

ส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนเหนือเส้นนี้มีเพียงบางตำแหน่ง เช่น

Outlet Duct บนฝากระโปรงสำหรับระบายอากาศ
Cooling Duct บริเวณ Rear Hatch
และ Mirror Stay

แต่แม้แต่พื้นที่เหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาด พื้นที่เปิด และรูปทรง

ส่วนช่องรับอากาศสำหรับ Radiator, Intercooler, Brake และ Engine Intake ก็ถูกจำกัดพื้นที่ของช่องเปิดเช่นเดียวกัน

ขณะที่อุปกรณ์ Aero ใต้รถอย่าง Splitter, Floor และ Rear Diffuser ถูกกำหนด Geometry เอาไว้ในฐานะ SB Parts

รวมถึง Rear Wing และ Stay ที่ใช้ร่วมกัน

เมื่อส่วนสำคัญเหล่านี้ถูกกำหนดไว้แล้ว พื้นที่ Aero ที่สามารถพัฒนาได้จริงจึงเหลืออยู่เพียงบางตำแหน่ง

และสองจุดที่ NISMO ให้ความสำคัญคือ

Flick Box และ Lateral Duct

Flick Box — จัดการกับอากาศบริเวณล้อหน้า

Flick Box อยู่บริเวณมุมซ้ายและขวาของ Front Spoiler

นอกจากมีส่วนช่วยนำกระแสอากาศเข้าสู่ Splitter ใต้ด้านหน้ารถแล้ว NISMO ยังออกแบบบริเวณนี้โดยมีเป้าหมายในการช่วยระบายอากาศออกจาก Wheel House

เมื่อล้อหมุนด้วยความเร็วสูง กระแสอากาศภายในซุ้มล้อจะเกิดการรบกวน

NISMO จึงใช้ Canard สร้างกระแสอากาศปั่นป่วน เพื่อช่วยส่งเสริมการระบายอากาศที่ถูกรบกวนจากการหมุนของล้อออกจาก Wheel House

ดังนั้น Flick Box ที่เราเห็นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ บริเวณมุมหน้ารถ จึงมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกระแสอากาศรอบล้อหน้าด้วย

Lateral Duct — ไม่ได้สร้าง Downforce ด้วยตัวมันเอง

อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Lateral Duct บริเวณด้านข้างใต้ประตู

Kiga อธิบายชัดเจนว่า Lateral Duct ไม่ใช่ชิ้นส่วนที่สร้าง Downforce ด้วยตัวมันเอง

หน้าที่ของมันคือช่วยควบคุมกระแสอากาศบริเวณใต้ท้องรถ

NISMO ต้องการดึงอากาศที่ไหลผ่านด้านล่างของ Front Splitter ออกทางด้านข้างและยกกระแสอากาศขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้าง Downforce บริเวณใต้ด้านหน้ารถ

ในเวลาเดียวกัน Fence ยังทำหน้าที่กั้นและจัดทิศทางของอากาศให้ไหลต่อไปยัง Diffuser ที่อยู่บริเวณท้ายรถ

เป้าหมายคือส่งเสริมการไหลของอากาศจากด้านข้างเข้าสู่บริเวณใต้ท้องรถ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Diffuser

เพราะฉะนั้น หากมองเฉพาะ Lateral Duct เพียงชิ้นเดียว เราอาจไม่เห็นภาพทั้งหมด

สิ่งที่ NISMO กำลังพัฒนาคือ การควบคุม Airflow ของรถทั้งระบบ

จากด้านหน้า ผ่านใต้ท้องรถ ไปจนถึง Diffuser ด้านหลัง

ทำไมการพัฒนา Aero ปี 2026 จึงสำคัญมาก?

ที่ผ่านมา GT500 อนุญาตให้มีการ Update ด้าน Aerodynamics ทุกๆ 2 ปี

และ ปี 2026 คือปีที่เปิดให้มีการพัฒนา

แต่ครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ

เพราะหลังจากการ Update รอบนี้ มีข้อตกลงให้ Freeze การพัฒนาด้าน Aerodynamics ต่อไปอีก 4 ปี

Kiga ยอมรับว่า NISMO ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครั้งนี้อย่างมาก และใช้เวลาพิจารณารายละเอียดต่างๆ เป็นเวลานาน

ทีมกำหนดเป้าหมายทั้ง Downforce และ Drag เอาไว้ และสามารถทำตัวเลขได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านการแข่งขัน Round 1 และ Round 2 เขาก็พูดติดตลกว่า

“มีรถบางคันเร็วเกินไปหน่อย(笑)”

ในช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์ก่อน Round 4 ทีมยังมองเห็นโอกาสที่จะเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนา และยกระดับตัวเลขได้อีก

ภายใต้กติกาที่จำกัดพื้นที่พัฒนาขนาดนี้ ความแตกต่างเล็กๆ จึงสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสนามได้

เรื่องเล็กๆ ของ “ประกายไฟ” ที่มีความเป็น NISMO

ท่ามกลางเรื่อง Technical ทั้งหมด Kiga ยังเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเอาไว้

เวลารถ GT500 วิ่ง Qualifying เรามักเห็นประกายไฟจำนวนมากออกมาจากบริเวณใต้ด้านหน้ารถ

ภาพดังกล่าวทำให้ดูเหมือนรถถูกเซ็ต Ride Height ต่ำมากจนด้านหน้าสัมผัสกับพื้น

NISMO จึงเคยเปลี่ยน “摺り駒” หรือชิ้นส่วนบริเวณใต้ด้านหน้าที่สัมผัสกับพื้น ไปเป็นแบบที่ทำให้เกิดประกายไฟน้อยลง

แต่กลับมีเสียงตอบรับว่า

ภาพที่ NISMO วิ่งพร้อมประกายไฟแบบเดิมนั้น ดู “เป็น NISMO” มากกว่า

สุดท้ายทีมจึงกลับมาใช้แบบเดิมอีกครั้ง

Kiga เล่าเรื่องนี้พร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะพูดถึงอีกด้านหนึ่งว่า

ประกายไฟเหล่านั้นทำให้มองเห็นการไหลของอากาศได้ด้วย…

เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่อาจไม่ได้ทำให้รถเร็วขึ้น

แต่สะท้อนเสน่ห์บางอย่างของรถแข่ง NISMO ได้อย่างน่าสนใจ

GT500 — ความเร็วที่ต้องค้นหาภายในกรอบของกติกา

เมื่อเข้าใจเบื้องหลังเหล่านี้ Nissan Z GT500 คันเดิมอาจดูต่างออกไปจากที่เราเคยมอง

เพราะรถคันนี้ไม่ได้เกิดจากการที่วิศวกรสามารถออกแบบทุกอย่างได้อย่างอิสระ

หลายส่วนถูกกำหนดเป็น Common Parts
บางส่วนมี Geometry ที่กำหนดไว้
พื้นที่เหนือ Design Line แทบไม่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้
และพื้นที่สำหรับการพัฒนา Aerodynamics เหลืออยู่เพียงบางตำแหน่ง

ดังนั้นโจทย์ของ NISMO จึงไม่ใช่แค่

“จะสร้าง Downforce ให้มากขึ้นได้อย่างไร?”

แต่คือ

“ภายในพื้นที่ที่กติกาอนุญาต เราจะทำให้ Airflow ทั้งคันทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอีกแค่ไหน?”

เพราะในโลกของ GT500 ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ปีกหลังขนาดใหญ่ซึ่งทุกคนมองเห็น

แต่อาจซ่อนอยู่ใน Flick Box เล็กๆ บริเวณมุมกันชน
การระบายอากาศออกจาก Wheel House
หรือ Lateral Duct ใต้ประตูที่ทำหน้าที่ควบคุมอากาศไปยังส่วนอื่นของรถ

เมื่อทุกค่ายต้องแข่งขันอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน

พื้นที่เพียงไม่กี่จุดที่กติกายังเปิดให้พัฒนา จึงกลายเป็นสนามแข่งขันของวิศวกรไปพร้อมกับสนามแข่งจริง

และนี่คืออีกด้านหนึ่งของ Nissan Z GT500 ที่เราแทบมองไม่เห็นจากภายนอก

Source: auto sport web Japan
Technical Material: NISMO / Nissan Motorsports & Customizing (NMC)
ข้อมูลจากการบรรยายของ Shinichi Kiga, Chief Motorsport Officer (CMO), NMC



อีกหนึ่งทีมไทย เตรียมลุยศึกที่เซปัง!AAS Motorsport เตรียมส่ง Porsche 718 Cayman GT4 RS Clubsport จำนวน 2 คัน ลงแข่งขัน T...
13/08/2026

อีกหนึ่งทีมไทย เตรียมลุยศึกที่เซปัง!

AAS Motorsport เตรียมส่ง Porsche 718 Cayman GT4 RS Clubsport จำนวน 2 คัน ลงแข่งขัน TSS The Super Series by B-Quik 2026 – Event 3 ณ PETRONAS Sepang International Circuit ประเทศมาเลเซีย 🇲🇾

🏁 #9 มิกกี้ – คมิก กรรณสูต / โอม – ฐนภัทร สุทธิสว่าง
🏁 #91 บูม – กันตธีร์ กุศิริ / ปุ๋ย – เดชาธร ภู่อัครวุฒิ

21–23 สิงหาคมนี้ ร่วมส่งแรงเชียร์ให้ 4 นักแข่งไทย และ AAS Motorsport สู้เต็มที่บนสนามเซปัง


𝗧𝗛𝗘𝗦𝗘 𝗙𝗢𝗨𝗥 𝗔𝗥𝗘 𝗕𝗔𝗖𝗞 𝗔𝗧 𝗜𝗧 𝗔𝗚𝗔𝗜𝗡. 😎🦾
𝗔𝗡𝗢𝗧𝗛𝗘𝗥 𝗥𝗔𝗖𝗘. 𝗔𝗡𝗢𝗧𝗛𝗘𝗥 𝗠𝗜𝗦𝗦𝗜𝗢𝗡. ‼️

🏁 ใกล้วันเข้ามาแล้ว...เตรียมยกทัพสู่สมรภูมิความเร็วระดับนานาชาติ 🌴

อีกหนึ่งสุดสัปดาห์แห่งความมันส์ AAS Motorsport พร้อมออกเดินทางสู่ PETRONAS Sepang International Circuit ประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมชิงชัยในศึก TSS The Super Series by B-Quik 2026 อีเวนต์ที่ 3 ของฤดูกาล ในการแข่งขัน Race 5–6 ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคมนี้!! 🏎🇲🇾
ถึงเวลาพิสูจน์ศักยภาพบนสนามระดับตำนาน ที่ทุกโค้งคือความท้าทาย และทุกเสี้ยววินาทีคือบทตัดสิน เพราะเกมความเร็วไม่มีพื้นที่ให้พึ่งพาโชคชะตา มีเพียงความสามารถ ความแม่นยำ และการเหยียบคันเร่งให้สุดทางเท่านั้น…
โดยทีมส่งรถแข่ง Porsche 718 Cayman GT4 RS Clubsport ลงดวลฝีมือ 2 คัน ในรุ่น Supercar GT4 เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จสูงสุดบนโพเดียม 💨
No.9️⃣
Drivers : มิกกี้ - คมิก กรรณสูต (Kmik Karnasuta)
Co-Driver : โอม - ฐนภัทร สุทธิสว่าง (Thanapattra Sutthisawang)
No.9️⃣1️⃣
Drivers : บูม - กันตธีร์ กุศิริ (Kantadhee Kusiri)
Co-Driver : ปุ๊ - เดชาธร ภู่อัครวุฒิ (Dechathorn Phuakkarawut)

🏁 RACE WEEK พร้อมรับชมสดไปพร้อมกันการแข่งขัน Honda One Make Race 2026 – Event 3 กลับมาดวลความเร็วอีกครั้ง กับศึก Race 5–...
13/08/2026

🏁 RACE WEEK พร้อมรับชมสดไปพร้อมกัน

การแข่งขัน Honda One Make Race 2026 – Event 3 กลับมาดวลความเร็วอีกครั้ง กับศึก Race 5–6 สัปดาห์นี้!

📺 LIVE STREAMING

🔴 Race 5 — 15 สิงหาคม 2569 | 10:00 น.
🔴 Race 6 — 16 สิงหาคม 2569 | 09:45 น.

รับชมและร่วมเชียร์ไปพร้อมกันทาง
Honda One Make Race
Grandprix Motorsport
XO Autosport

ตั้งเวลาไว้ แล้วมาลุ้นทุกการแข่งขันไปพร้อมกัน




12/08/2026

IT’S RACE WEEK!

ความมันส์กำลังจะกลับมาอีกครั้ง
Honda One Make Race 2026 – Event 3

ถึงเวลาของ Race 5–6
ทุกแต้ม ทุกอันดับ และทุกจังหวะในสนาม…ยังเปลี่ยนแปลงได้

📍 Chang International Circuit จ.บุรีรัมย์
🗓️ 14–16 สิงหาคม 2569

สัปดาห์นี้ มาร่วมลุ้นและเชียร์ไปพร้อมกัน!



TANK 300 คันนี้ “เดิม” แค่ไหน? เปิดรถแข่ง T2 ที่ GWM เลือกใช้สนาม 2,000 กม. พิสูจน์รถ Productionถ้าพูดถึงรถแข่ง Cross-Co...
11/08/2026

TANK 300 คันนี้ “เดิม” แค่ไหน? เปิดรถแข่ง T2 ที่ GWM เลือกใช้สนาม 2,000 กม. พิสูจน์รถ Production

ถ้าพูดถึงรถแข่ง Cross-Country Rally หลายคนอาจนึกถึงเครื่องยนต์โมดิฟายเต็มพิกัด ช่วงล่างสร้างใหม่ ตัวถังถูกตัดแต่ง และชิ้นส่วนพิเศษที่แทบไม่มีอะไรเหมือนรถที่จอดอยู่ในโชว์รูม

แต่สำหรับ GWM TANK 300 Diesel ที่ลงแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 เรื่องราวกลับน่าสนใจกว่านั้น

เพราะภายใต้ตัวถังที่เต็มไปด้วยสติกเกอร์การแข่งขัน รถคันนี้ยังมีหัวใจสำคัญหลายส่วนมาจาก TANK 300 Production Car

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การลง AXCR ครั้งแรกของ GWM น่าติดตามยิ่งกว่าผลการแข่งขันเสียอีก



เมื่อคำถามเรื่อง “รถจีน” ต้องให้สนามแข่งเป็นคนตอบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รถออฟโรดจากจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งงานออกแบบ เทคโนโลยี อุปกรณ์ และราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น

แต่ยังมีคำถามหนึ่งที่สเปกบนกระดาษตอบไม่ได้

ถ้าต้องเจอกับการใช้งานหนักจริง ๆ ความแข็งแกร่งและความทนทานจะไปได้ไกลแค่ไหน?

GWM เลือกหาคำตอบด้วย Motorsport

บริษัทจับมือกับ EK Group จัดตั้ง GWM EK Group Racing Team และส่ง TANK 300 ลงแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 จำนวน 2 คัน ถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์รถยนต์จีนซึ่งทำตลาดในประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันครอสคันทรีระดับเอเชียรายการนี้อย่างเป็นทางการ

แต่สิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจสำหรับคนรักรถ อาจไม่ใช่เพียงคำว่า “ครั้งแรก”

มันคือ รถที่พวกเขาเลือกเอามาแข่ง



ทั้งที่มี T1 ทำไม GWM ถึงเลือก T2?

จริง ๆ แล้ว AXCR มีคลาส T1 – Modified Cross-Country Cars ซึ่งเปิดพื้นที่ให้พัฒนารถเพื่อการแข่งขันได้มากกว่า ทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง ตัวรถ และองค์ประกอบต่าง ๆ ภายใต้ข้อกำหนดของคลาส

แต่ GWM EK Group Racing Team เลือกอีกทาง

พวกเขาส่ง TANK 300 ลง T2 – Series Cross-Country Cars ซึ่งต้องรักษาพื้นฐานของรถ Production เอาไว้มากกว่า

ความแตกต่างตรงนี้สำคัญ

เพราะถ้าเป้าหมายคือการใช้ Motorsport พิสูจน์พื้นฐานทางวิศวกรรมของรถที่ขายให้ลูกค้า การเลือก T2 ย่อมน่าสนใจกว่าการสร้างรถ Modified เต็มรูปแบบขึ้นมาเพื่อไล่ล่าความเร็วเพียงอย่างเดียว

ถ้าจะพิสูจน์รถ Production ก็ต้องเหลือความเป็น Production ให้มากพอที่จะพิสูจน์



T2 — เปรียบง่าย ๆ ก็เหมือน “One Make Race ทางฝุ่น”

TANK 300 ลงแข่งขันในกลุ่ม T2 ซึ่งเป็นรถ Cross-Country ที่มีพื้นฐานจากรถ Production

ข้อกำหนดของการแข่งขันควบคุมชิ้นส่วนสำคัญของรถหลายรายการ รวมถึงเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง โดยมีขั้นตอนตรวจสอบและ Seal ชิ้นส่วนตามกติกาการแข่งขัน

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ในมุมของคนดู Motorsport

แนวคิดของมันคล้าย “One Make Race ทางฝุ่น”

ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครสามารถสร้าง Prototype ได้สุดขนาดไหน แต่เป็นการนำพื้นฐานของรถ Production มาปรับให้อยู่ภายใต้กรอบของกติกา และทำให้มันพร้อมรับการแข่งขันที่หนักกว่าการใช้งานปกติหลายเท่า

นี่จึงเป็นจุดที่ TANK 300 คันนี้เริ่มน่าสนใจ



2.4 Diesel — 184 แรงม้าที่ไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อโชว์ตัวเลข

ใต้ฝากระโปรงยังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 Turbo พื้นฐานจากโรงงาน

กำลังสูงสุด 184 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร
ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

ตัวเลขอาจไม่ได้หวือหวาเมื่อเทียบกับรถแข่งที่ถูกสร้างมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ

แต่นั่นไม่ใช่โจทย์ของรถคันนี้

คำถามของ AXCR จึงไม่ใช่

“จะทำอย่างไรให้ TANK 300 มีแรงม้ามากที่สุด?”

แต่เป็น

“ของที่โรงงานให้มา จะรับการแข่งขันแบบนี้ได้แค่ไหน?”

เพราะใน Cross-Country Rally ความเร็วสูงสุดไม่ได้บอกทุกอย่าง

เครื่องยนต์ต้องรับ Load ต่อเนื่อง เกียร์ต้องทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ระบบระบายความร้อนต้องควบคุมอุณหภูมิ ขณะที่ตัวรถกำลังถูกโยน กระแทก ปีน และลากตัวเองผ่านพื้นผิวที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

นี่คือการทดสอบ ความต่อเนื่องและความทนทาน มากกว่าการวัด Peak Performance เพียงครั้งเดียว



MAMBA 3-Way — เมื่อพื้นที่ให้พัฒนาอยู่ที่ช่วงล่าง

เมื่อเครื่องยนต์และ Drivetrain ยังคงถูกจำกัดภายใต้กรอบของ T2 หนึ่งในพื้นที่สำคัญที่ทีมสามารถทำงานเพื่อให้รถเข้ากับสนามมากขึ้นคือ Chassis Setup

GWM EK Group Racing Team เลือกใช้โช้กอัพ MAMBA Performance แบบ 3-Way ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตรงรุ่นสำหรับ TANK 300 จากประเทศจีน

ตัวโช้กเปิดให้ทีมปรับค่าต่าง ๆ เพื่อเซ็ตพฤติกรรมของรถให้เหมาะกับการแข่งขัน ทั้ง Bump, Rebound และระดับความสูงของตัวรถ

แต่การมีโช้กปรับได้ ไม่ได้หมายความว่าใส่เข้าไปแล้วจบ

เพราะสิ่งสำคัญกว่าตัวอุปกรณ์คือ Setup

จากข้อมูลที่ทีมแข่งให้กับเรา ช่วงก่อนการแข่งขันมีการทดลองหาค่า Spring Rate และ Ride Height ที่เหมาะสมกับน้ำหนักรถและลักษณะเส้นทาง โดยด้านหน้าใช้สปริงความยาว 14 นิ้ว ค่า 5K

ส่วนด้านหลังมีการพัฒนา Setup ต่อเนื่องเพื่อหาค่าที่เหมาะสมที่สุด

Ride Height ก็ไม่ได้ถูกยกให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ถูกกำหนดจากการ R&D เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง Ground Clearance, ระยะการทำงานของช่วงล่าง และพฤติกรรมของรถ

ก่อนเริ่ม AXCR ทีมประเมินว่า Setup ของรถลงตัวประมาณ 80%

ส่วนอีก 20% ต้องรอข้อมูลจากการแข่งขันจริง

เพราะนี่คือข้อมูลที่ Simulation หรือการทดสอบก่อนแข่งให้คำตอบได้ไม่ทั้งหมด สุดท้ายต้องให้สนามจริงเป็นคนเฉลย



ล้อ 16 นิ้ว + BFGoodrich 245/75R16

อีกหนึ่ง Setup ที่เห็นได้ชัดจากภายนอกคือชุดล้อและยาง

ทีมเลือกใช้ล้อ MAMBA Racing ขนาด 16 นิ้ว จับคู่กับยาง BFGoodrich Mud-Terrain T/A ขนาด 245/75R16

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าเรื่องความสวย

ล้อขนาด 16 นิ้วเมื่อจับคู่กับยางซีรีส์ 75 ทำให้มี Sidewall หรือแก้มยางค่อนข้างสูง ช่วยให้ยางมีพื้นที่ในการยุบตัวและรับแรงกระแทกจากหลุม หิน ร่อง และพื้นผิวที่ไม่เรียบได้มากขึ้น

ขณะที่ลักษณะดอกยางแบบ Mud-Terrain เหมาะกับการรับมือพื้นผิวออฟโรดหลากหลายรูปแบบที่รถต้องเผชิญตลอดการแข่งขัน

ด้านระบบเบรกยังคงพื้นฐานของรถ โดยทีมเลือกเปลี่ยนมาใช้ ผ้าเบรก Nexzter เพื่อให้เหมาะกับภาระการใช้งานในการแข่งขัน

นี่คืออีกตัวอย่างของแนวคิดในการสร้าง TANK 300 T2

ไม่ได้พยายามเปลี่ยนทุกอย่าง แต่เลือกปรับสิ่งที่จำเป็น



เปิดประตูเข้าไป…ยังเจอ TANK 300 อยู่

อีกจุดที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อเปิดประตูรถ

ภายในไม่ได้ถูก Strip จนเหลือเพียงแผ่นเหล็กเหมือนรถแข่ง Prototype

อุปกรณ์พื้นฐานจากโรงงานจำนวนมากยังอยู่

พวงมาลัยเดิมยังอยู่
ระบบ ABS ยังคงอยู่
อุปกรณ์ภายในยังรักษาพื้นฐานของรถ Production

ส่วนอุปกรณ์ Airbag ยังคงอยู่กับตัวรถ แต่ระบบถูกปิดการทำงานสำหรับการแข่งขัน

สิ่งที่ต้องนำออกคือวัสดุบางประเภทที่ไม่เหมาะกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เช่น พรมพื้นและผ้าหลังคา

จากนั้นจึงเพิ่มเติมอุปกรณ์ Motorsport เข้าไป

หนึ่งในนั้นคือ Sparco Bucket Seat พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด

แต่ชิ้นส่วนสำคัญที่สุดไม่ใช่เบาะ

มันคือโครงสร้างที่อยู่รอบตัวนักแข่ง



ไม่มีแบบเดิมให้ลอก — Roll Cage จึงต้องเริ่มจากศูนย์

เพราะ TANK 300 ยังไม่มีพื้นฐานรถแข่งของทีมให้สามารถนำแบบเดิมมาใช้ได้ การสร้าง Roll Cage จึงต้องเริ่มต้นจากการออกแบบ

ทีมสร้าง Prototype Roll Cage แบบ 6 จุด ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน พร้อมจัดทำแบบเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดย ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (รยสท.)

รายละเอียดนี้อาจดูเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของรถหนึ่งคัน

แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนอีกด้านของการเริ่ม Motorsport Program จากศูนย์

เพราะการสร้างรถแข่งไม่ได้มีเพียงการเลือกโช้ก ล้อ หรือยาง

แต่มันเริ่มตั้งแต่ Engineering, Safety, Regulations ไปจนถึง Scrutineering

และองค์ความรู้เหล่านี้จะยังอยู่กับทีม แม้การแข่งขันจะจบลงไปแล้ว



สิ่งที่รถ Cross-Country ต้องมี แต่รถ Track Race แทบไม่ต้องคิดถึง

ด้านหลังของ TANK 300 มีอุปกรณ์อีกชุดที่บอก Character ของการแข่งขัน AXCR ได้เป็นอย่างดี

รถต้องบรรทุก ยางอะไหล่ 2 เส้น พร้อมอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือตัวเองระหว่างเส้นทาง

Quick Jack
ชะแลง
เลื่อยสำหรับจัดการกิ่งไม้หรือต้นไม้ที่ขวางเส้นทาง
รวมถึง Winch จำนวน 1 ตัว

ที่น่าสนใจคือทีมเตรียม Mounting Point เอาไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้สามารถนำ Winch ไปติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้เมื่อต้องใช้งาน

นอกจากนี้ยังติดตั้ง Snorkel เพิ่มเข้ามา เพื่อรองรับสภาพเส้นทางที่อาจต้องเผชิญกับน้ำและสภาพแวดล้อมแบบออฟโรด

รายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ Cross-Country Rally แตกต่างจาก Circuit Racing อย่างสิ้นเชิง

ในสนามเซอร์กิต หากรถหยุด คุณอาจมี Marshal และรถ Recovery เข้ามาช่วยเหลือ

แต่กลางเส้นทาง Cross-Country…

บางครั้งคนที่จะพารถกลับออกมาได้ มีเพียง Driver, Co-driver และสิ่งที่พวกเขาขนติดรถเข้าไปด้วยเท่านั้น



Motorsport ไม่ได้มีไว้พิสูจน์แค่ว่า “เร็ว”

GWM วางภาพของการเข้าร่วม AXCR ครั้งนี้ไว้ไกลกว่าการทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์

เพราะการแข่งขันสามารถสร้างข้อมูลจากสภาพการใช้งานที่แตกต่างจากการขับบนถนนทั่วไป

Engine Load
Transmission Load
Cooling
Suspension
Chassis Stress
Brake Temperature
รวมถึง Wear และความเสียหายของชิ้นส่วนต่าง ๆ

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำกลับไปวิเคราะห์เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้สำหรับการพัฒนารถต่อไป

และนี่ทำให้แนวคิด Race to Road มีความหมายมากกว่าการนำชื่อสนามแข่งไปติดบนรถ Production

เพราะสิ่งที่ถูกส่งกลับจากสนามแข่งไม่จำเป็นต้องเป็นแรงม้าเสมอไป

มันอาจเป็นค่า Spring Rate ที่เหมาะสมกว่าเดิม วิธีจัดการความร้อน จุดที่ควรเสริมความแข็งแรง หรือชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ทีมอาจไม่รู้ว่ามันคือ Weak Point จนกระทั่งถูกนำไปใช้งานในสภาพสุดขั้ว

สนามแข่งจึงไม่ได้บอกเพียงว่าอะไรเร็วกว่า แต่อาจบอกด้วยว่าอะไรยังไม่ดีพอ



1,000,000 กม. บนกระดาษ กับ 2,000 กม. ในสนามแข่ง

อีกเรื่องที่ทำให้การลง AXCR ครั้งนี้มีบริบทน่าสนใจคือ GWM มีเงื่อนไขรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ของ TANK 300 Diesel สูงสุด 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ภายใต้รายละเอียดและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

หนึ่งล้านกิโลเมตรเป็นตัวเลขที่ใหญ่

แต่ไม่มีใครต้องรอให้รถแข่งวิ่งถึงหนึ่งล้านกิโลเมตร เพื่อเริ่มเรียนรู้เรื่อง Reliability

เพราะ 2,000 กิโลเมตรของ AXCR กับ 2,000 กิโลเมตรบนถนนทั่วไป คือภาระการใช้งานคนละรูปแบบ

ในสนาม รถต้องเผชิญทั้ง Load, Impact, Heat และ Vibration อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสภาพเส้นทางที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ข้อมูลที่ได้จึงเป็นอีกชุดหนึ่ง ซึ่งการใช้งานบนถนนปกติอาจไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาเดียวกัน

มันไม่ได้แทนที่การทดสอบความทนทานระยะยาว

แต่มันคืออีกหนึ่งบททดสอบที่โหดในแบบของ Motorsport



แล้ว TANK 300 ต้องชนะหรือไม่?

สำหรับการลงแข่งขันครั้งแรก แน่นอนว่าอันดับมีความหมาย

แต่สำหรับรถ T2 ที่ยังรักษาพื้นฐาน Production เอาไว้มากขนาดนี้ มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจกว่าอันดับบน Podium

เมื่อการแข่งขันจบลง รถจะบอกอะไรกับทีมบ้าง?

อะไรพัง
อะไรไม่พัง
อะไรทำงานดีกว่าที่คิด
อะไรต้องกลับไปแก้
และอะไรสามารถพัฒนาต่อไปได้

ก่อนแข่ง ทีมบอกว่า Setup อยู่ประมาณ 80%

ดังนั้นอีก 20% ที่เหลือ ไม่สามารถหาได้ทั้งหมดจากห้องประชุมหรือการทดสอบก่อนแข่ง

ต้องไปเอากลับมาจากสนาม

และนั่นทำให้ AXCR 2026 เป็นมากกว่าการถามว่า รถออฟโรดจีนสามารถต่อกรกับคู่แข่งจากญี่ปุ่นหรืออเมริกาได้หรือไม่

เพราะสำหรับ GWM EK Group Racing Team นี่คือการเริ่มสะสมองค์ความรู้ของรถแข่ง TANK 300 ตั้งแต่คันแรก

วันนี้เราเห็น MAMBA Performance 3-Way, ล้อ MAMBA Racing 16 นิ้ว, BFGoodrich Mud-Terrain T/A 245/75R16, ผ้าเบรก Nexzter, Snorkel, Roll Cage และ Recovery Equipment

แต่สิ่งที่มีค่ากว่าชิ้นส่วนทั้งหมด อาจเป็นข้อมูลที่รถสองคันนี้กำลังนำกลับมาจากสนามแข่ง

ใครจะรู้ว่าในอนาคต องค์ความรู้เหล่านี้อาจย้อนกลับไปสร้าง TANK 300 ที่น่าสนใจกว่าเดิม

หรือถ้าผลตอบรับดีพอ…

TANK 300 “AXCR Edition” สักคัน ก็คงน่าสนใจไม่น้อย

แน่นอนว่า ณ วันนี้ ยังไม่มีการยืนยันจาก GWM ว่ารถเวอร์ชันดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง นี่เป็นเพียงความคิดของผู้เขียนหลังจากได้เห็นแนวทางการพัฒนารถคันนี้เท่านั้น

แต่ก่อนจะคิดไปถึงตรงนั้น ภารกิจแรกยังอยู่ตรงหน้า

พา TANK 300 ผ่าน AXCR ให้ได้

แล้วปล่อยให้สนามแข่งเป็นคนตอบว่า…

พื้นฐานของรถ Production คันนี้ แข็งแกร่งแค่ไหน




TOYOTA GAZOO Racing Thailand ส่ง Hilux TRAVO 3 คัน ลุยศึก AXCR 2026TOYOTA GAZOO Racing Thailand พร้อมเดินหน้าสู้ศึกแรลลี...
10/08/2026

TOYOTA GAZOO Racing Thailand ส่ง Hilux TRAVO 3 คัน ลุยศึก AXCR 2026

TOYOTA GAZOO Racing Thailand พร้อมเดินหน้าสู้ศึกแรลลี่ครอสคันทรีสุดทรหด “Asia Cross Country Rally 2026” (AXCR 2026) ด้วยการส่งรถ Toyota Hilux TRAVO ลงแข่งขันรวม 3 คัน เพื่อพิชิตเส้นทางพัทยา–พิษณุโลก ระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร

พิธีเปิดและปล่อยรถอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณ Walking Street พัทยาใต้ โดยได้รับเกียรติจาก

นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
นายสมุทร ตังคชวนะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
นายทวีพงศ์ ไชยธีรภิญโญ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
นายสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีม TOYOTA GAZOO Racing Thailand
ทีมวิศวกรชาวไทยจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด – TMA (TH)
บริษัท ทีซีดี เอเชีย จำกัด

ทุกฝ่ายร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมนักแข่ง TOYOTA GAZOO Racing Thailand ก่อนออกเดินทางสู่การแข่งขันเอเชียครอสคันทรีแรลลี่ประจำปี 2026

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ TOYOTA GAZOO Racing Thailand ส่งรถ Hilux TRAVO ลงสนามทั้งหมด 3 คัน แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่

รุ่น T1D จำนวน 2 คัน

รถหมายเลข 102
มานะ พรศิริเชิด – กิติศักดิ์ กลิ่นจันทร์
รถหมายเลข 107
ณัฐพล อังฤทธานนท์ – ธันยพัต มีนิล

รุ่น T2A-D จำนวน 1 คัน

รถหมายเลข 130
ภูริมาศ ถินจันทร์ – ประกาย น้ำใจทหาร

นักแข่งทั้ง 3 คันจะผนึกกำลังร่วมพิชิตเส้นทางแรลลี่สุดโหดระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร จากพัทยาสู่พิษณุโลก ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญ ทั้งด้านสมรรถนะของรถแข่งและศักยภาพของนักแข่งบนหนึ่งในเส้นทางที่ท้าทายที่สุดของปี

ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด การเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลสำคัญในทุกช่วงเวลาภายใต้สภาวะการแข่งขันที่กดดัน ก่อนนำข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนายานยนต์ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้รถชาวไทยในอนาคต

ทั้งหมดดำเนินไปตามแนวคิด “MAKING EVER-BETTER MOTORSPORTS-BRED CARS” หรือ “พัฒนาจากสนามแข่ง สู่รถที่ดียิ่งกว่า”

การแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–15 สิงหาคม 2569 บนเส้นทางพัทยา–พิษณุโลก ประเทศไทย


เช็กตารางให้พร้อม แล้วมาร่วมลุ้นไปด้วยกัน 🏁โปรแกรมการแข่งขัน Honda One Make Race 2026 – Event 3 ศึก Race 5–6 เตรียมกลับม...
10/08/2026

เช็กตารางให้พร้อม แล้วมาร่วมลุ้นไปด้วยกัน 🏁

โปรแกรมการแข่งขัน Honda One Make Race 2026 – Event 3 ศึก Race 5–6 เตรียมกลับมาสร้างความเร้าใจอีกครั้งที่ Chang International Circuit จ.บุรีรัมย์

📌 Race 5 — เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 10:25 น.
📌 Race 6 — อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10:10 น.

ร่วมเชียร์ไปพร้อมกัน

โตโยต้าระเบิดความมันส์สนั่นแดนใต้!ปิดฉากสนามแรก “Hilux Revo Racing Mania 2026” ณ สุราษฎร์ธานี แฟนมอเตอร์สปอร์ตเข้าร่วมงา...
06/08/2026

โตโยต้าระเบิดความมันส์สนั่นแดนใต้!
ปิดฉากสนามแรก “Hilux Revo Racing Mania 2026” ณ สุราษฎร์ธานี แฟนมอเตอร์สปอร์ตเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดฉากมหกรรมสำหรับคนรักรถกระบะ รถแต่ง และกีฬามอเตอร์สปอร์ต “Hilux Revo Racing Mania 2026” สนามแรกของฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ ณ สนามสุราษฎร์ธานี มอเตอร์สปอร์ต ระหว่างวันที่ 1–2 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางแฟนมอเตอร์สปอร์ตที่เดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่งตลอดทั้งสองวัน

การแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “เฟี้ยว ฟาสต์ ไฟท์” ยกระดับความสนุกให้เข้มข้นยิ่งขึ้น พร้อมนำเสนอภาพลักษณ์การจัดงานในสไตล์ “Clean Premium” ที่ผสานความเรียบหรูเข้ากับความดุดันของรถกระบะแต่งสมรรถนะสูง

โตโยต้ายังตอบรับกระแสรถกระบะทรงสูง หรือ High-Stance ด้วยกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ชื่นชอบสมรรถนะทางตรง หรือ Drag Performance และกลุ่มคนรักการตกแต่งรถ หรือ Decoration Lover เพื่อขยายคอมมูนิตี้ผู้ใช้และผู้ชื่นชอบรถกระบะโตโยต้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

รวมไฮไลต์ความมันส์ตลอดสองวัน
PRO & AMATEUR DRAG RACE

การแข่งขันแดร็กเรซระดับมืออาชีพและสมัครเล่นได้รับการตอบรับอย่างร้อนแรง มีรถเข้าร่วมชิงชัยรวม 103 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 26 คัน

อีกหนึ่งความสำคัญของสนามนี้คือการนำกฎ BOP หรือ Balance of Performance มาใช้ถ่วงน้ำหนักรถแข่งขันเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างความสมดุลและเพิ่มความสูสีในการแข่งขัน โดยมีเงินรางวัลรวมตลอดฤดูกาลมากกว่า 3.9 ล้านบาท

RACING MANIA AI DREAM BUILD

แคมเปญออนไลน์ “RACING MANIA AI DREAM BUILD” สำหรับรถรุ่น REVO และ TRAVO เปิดโอกาสให้แฟนรถได้ถ่ายทอดจินตนาการผ่านผลงานออกแบบด้วย AI และได้รับความสนใจอย่างมาก

ผลงานที่ชนะเลิศจะได้รับการต่อยอดจากภาพในจินตนาการไปสู่รถคันจริง ภายใต้แนวคิด “AI TO REALITY”

CAR CLUB & EXPERIENCES

ภายในพื้นที่ PIT ZONE เต็มไปด้วยรถกระบะตกแต่งจากคาร์คลับชั้นนำมากกว่า 100 คัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์บนสนามจริงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่

Toyota Bracket Challenge 19 Sec
Free Run Fun Drag RT Challenge
Drag Academy โดยปอนด์เทค
INFLUENCER TEAM HOST

บรรยากาศภายในงานได้รับการเติมเต็มด้วยสีสันจาก KOL สายยานยนต์ ซึ่งมาร่วมสร้างความสนุกและพูดคุยกับแฟน ๆ อย่างใกล้ชิด นำโดย

เอ็ม รถซิ่งไทยแลนด์
อั๋น DRAG DIESEL
โอ สมาคมรถแต่ง
DEALER ZONE & SPECIAL PROMOTION

ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าร่วมจัดแสดงรถ Hilux Revo และ Travo ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมข้อเสนอพิเศษภายในงาน

แฟนมอเตอร์สปอร์ตที่รับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Monomax ยังสามารถสแกน QR Code เพื่อรับ Secret Deal และส่วนลดพิเศษได้อีกด้วย

สรุปผลการแข่งขัน “Hilux Revo Racing Mania 2026”
สนามที่ 1 สนามสุราษฎร์ธานี มอเตอร์สปอร์ต
SUPER REVO

อันดับ 1

หมายเลข 112
นักแข่ง: ทรงวุฒิ พริ้งเพราะ
ทีม: Six-Thailand Six-อู่เอ้แม่กลอง จิตร เฮดเดอร์เทอร์โบ, OMC คลัทช์, จูนบายป๋า, ท่อสูตรเม้งซัง
เวลา: 8.561 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 102
นักแข่ง: เทพพิทักษ์ ส่งเสริม
ทีม: ต้นดูไบ & ช่างแจ๊คบางหญ้าแพรก, BYP Racing Parts Thailand
เวลา: 9.004 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 101
นักแข่ง: ศุภทัศน์ บุญเรือง
ทีม: PHC Racing Performance & SKS Turbo
เวลา: 8.474 วินาที
REVO PRO MODIFY

อันดับ 1

หมายเลข 202
นักแข่ง: รักษา บุญเขต
ทีม: BOOMER THAILAND @ ช่างแจ๊คบางหญ้าแพรก, BYP Racing Parts Thailand
เวลา: 8.948 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 204
นักแข่ง: ชัยวัฒน์ หมัดตะเห
ทีม: OSUKA & เสี่ยหนุ่ยรถเกี่ยว & ช่างนุ๊กกำแพงแสน & OMC คลัทช์ & ช่างทัดคอกซิ่ง
เวลา: 9.236 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 207
นักแข่ง: ณัฐธนุตม์ วงษ์สมบูรณ์
ทีม: บอส69 แฟรี่ปาย เดอะฮอน จ๊อบมนตรี
เวลา: 9.188 วินาที
REVO SPECIAL

อันดับ 1

หมายเลข 305
นักแข่ง: พีรเศรษฐ์ อ่อนอิน
ทีม: ARC Racing Gear By P_setup ช่างเหนือบางบ่อ ADM
เวลา: 10.569 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 304
นักแข่ง: อุทัย ไชยโชติ
ทีม: PMT Racing Clutch ปุ๊ก ป.มนตรี อู่ช่างเบิร์ดมาบยางพร 38 เรสซิ่งชอป
เวลา: 11.827 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 303
นักแข่ง: ธวัชชัย สีประดิษฐ
ทีม: คลองตันดีเซล & ADM
เวลา: 10.474 วินาที
REVO TURBO F55 STREET TUNED

อันดับ 1

หมายเลข 409
นักแข่ง: ชโลธร พุทธประมวล
ทีม: ADM SK Support 3S ศูนย์รวมยาง
เวลา: 11.761 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 410
นักแข่ง: ณัฐวุฒิ มูซอ
ทีม: พิเชษฐ์ยนต์ โรงกลึงศรีโกศักดิ์ ณัฐวุฒิเซอร์วิส กล่องพ่วง ECU ครัช BRC เบิร์ดอินเตอร์ สมุทรปราการ
เวลา: 18.024 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 402
นักแข่ง: วิวัฒน์ สังคร
ทีม: อู่เมย์รีแมพ JBM ท้ายบางพระ
เวลา: 11.921 วินาที
REVO TURBO 3000 STREET TUNED

อันดับ 1

หมายเลข 507
นักแข่ง: ธนกร บุญเขต
ทีม: ช่างแจ็คบางหญ้าแพรก, BYP Racing Parts Thailand, BOOMER THAILAND
เวลา: 12.319 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 506
นักแข่ง: ศรวงษ์ ประจงจิตร
ทีม: เต้ SK สองยาง% SYP เชื่อดิสู้ได้ NK Live TT Shock Up
ผลการแข่งขัน: F

อันดับ 3

หมายเลข 508
นักแข่ง: ใจพร้อม จินตรักษ์
ทีม: ADM & คลองตันดีเซล
เวลา: 12.977 วินาที
REVO TURBO STANDARD STREET TUNED

อันดับ 1

หมายเลข 603
นักแข่ง: ธนกร เออทอ
ทีม: อู่นรินทร์ การช่าง ปากท่อ ราชบุรี, BYP Racing Parts Thailand, BOOMER THAILAND
เวลา: 12.772 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 604
นักแข่ง: ปัฐวี โสลุน
ทีม: ADM Ter Shop SK_support
เวลา: 12.829 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 602
นักแข่ง: จตุรภัทร บุตรดีวงศ์
ทีม: พิเชษฐ์ยนต์ โรงกลึงศรีโกศักดิ์ ณัฐวุฒิเซอร์วิส กล่องพ่วง ECU คลัทช์ BRC โรงกลึง KSP BT ประดับยนต์
เวลา: 13.455 วินาที
HIACE STREET DRAG

อันดับ 1

หมายเลข 701
นักแข่ง: สมนึก ไพสิทธิพงษ์
ทีม: สายไหม BANGKOK BY ช่างแจ๊คบางหญ้าแพรก BYP โก๋บูมอินเตอร์ ปู่เจ้าดีเซล เจ้อ้วน สั่งลุย
เวลา: 11.807 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 703
นักแข่ง: สุเมธ เวียงจันทร์
ทีม: บางบอนแอร์เรียนช็อป & บ้านสวนเรสซิ่ง
เวลา: 12.330 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 702
นักแข่ง: ทศวรรษ กลิ่นหอม
ทีม: อู่ช่างตั้มรีแมพสระบุรี
เวลา: ไม่ระบุ
FORTUNER STREET DRAG

อันดับ 1

หมายเลข 802
นักแข่ง: อุมาพร บุญเขต
ทีม: ช่างแจ็คบางหญ้าแพรก, หมูออโต้ซิ่ง, BYP Racing Parts Thailand, BOOMER THAILAND, ต้นดูไบ
เวลา: 12.685 วินาที

อันดับ 2

หมายเลข 805
นักแข่ง: ธนกร ออมสิน
ทีม: Autobim By ARC Racing Gear P_setup ช่างเหนือบางบ่อ ADM
เวลา: 13.733 วินาที

อันดับ 3

หมายเลข 801
นักแข่ง: กิติคุณ มังกรประสิทธิ์
ทีม: กิมเฮงการช่าง-BLM-เสี่ยพี ระนอง
เวลา: 12.974 วินาที
สนามแรกจบลง แต่ความมันส์ยังไม่จบ

การประเดิมฤดูกาลที่สุราษฎร์ธานีแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของคอมมูนิตี้รถกระบะและการแข่งขันแดร็กเรซในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนรถแข่งที่เพิ่มขึ้น รถแต่งจากคาร์คลับทั่วประเทศ และแฟนมอเตอร์สปอร์ตที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

หลังจบศึกสนามแรก “Hilux Revo Racing Mania 2026” ยังเหลือการแข่งขันอีกสามสนาม เพื่อค้นหาผู้ครองตำแหน่งแชมป์ประจำฤดูกาล

สนาม วันที่ สถานที่แข่งขัน ไฮไลต์
สนามที่ 2 26–27 กันยายน 2569 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แดรกสเตอร์แทร็ก เดือดต่อเนื่องบนสนามแข่งขันระดับโลก
สนามที่ 3 5–6 ธันวาคม 2569 บางกอก แดรก อเวนิว จ.ปทุมธานี ร่วมชิงชัยใน Join Race Souped Up GP
สนามที่ 4 30–31 มกราคม 2570 บางกอก แดรก อเวนิว จ.ปทุมธานี ศึกตัดสินแชมป์แห่งปี

เตรียมพบกับการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในสนามต่อไป วันที่ 26–27 กันยายน 2569 ณ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แดรกสเตอร์แทร็ก

หมายเหตุสำหรับตรวจสอบก่อนเผยแพร่: ผลการแข่งขันต้นฉบับมีบางอันดับที่เวลาน้อยกว่าอันดับก่อนหน้า ซึ่งอาจเกิดจากรูปแบบการแข่งขันหรือการพิจารณาผลในรอบชิงชนะเลิศ รวมถึงรุ่น HIACE STREET DRAG อันดับ 3 ไม่มีเวลาระบุ และรุ่น REVO TURBO 3000 STREET TUNED อันดับ 2 ระบุผลเป็น “F” จึงคงข้อมูลตามต้นฉบับไว้ครบถ้วน


ที่อยู่

4/299 หมู่ 5 ซอยลาดปลาเค้า 66 แขวงอนุสาวรีย์
Bang Khen
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ GP Motorsportผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง GP Motorsport:

ทางลัด

แชร์

ประเภท