13/08/2026
GT500 ถูกล็อกการพัฒนาเกือบทั้งคัน แล้ว NISMO หาความเร็วจากตรงไหน?
มองจากภายนอก Nissan Z GT500 อาจทำให้หลายคนนึกถึง Fairlady Z ที่ถูกขยายตัวถังให้กว้างขึ้น กดให้เตี้ยลง และเติม Aerodynamics สำหรับการแข่งขัน
แต่เบื้องหลังรูปลักษณ์ที่เราคุ้นตา เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นมาก
เพราะรถ GT500 ยุคปัจจุบันถูกสร้างขึ้นภายใต้ Technical Regulations ที่กำหนดทั้งมิติรถ ชิ้นส่วนร่วม และพื้นที่ที่ผู้ผลิตสามารถพัฒนาได้อย่างชัดเจน
พูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่ทุกจุดบนรถที่ NISMO อยากเปลี่ยนแล้วจะเปลี่ยนได้
เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตีกรอบเอาไว้ คำถามที่น่าสนใจจึงกลายเป็นว่า
แล้ว NISMO หาความเร็วเพิ่มเติมจากตรงไหน?
นี่คือรายละเอียดจาก Shinichi Kiga, Chief Motorsport Officer (CMO) ของ Nissan Motorsports & Customizing หรือ NMC ซึ่งอธิบายการพัฒนารถ GT500 ให้กับ Japan Motorsport Journalists Association (JMS) และถูกนำมาเผยแพร่พร้อมเอกสาร Technical โดย auto sport web ประเทศญี่ปุ่น
ก่อนจะเข้าใจ Z GT500 ต้องรู้จัก CLASS 1
พื้นฐานของ GT500 ยุคปัจจุบันย้อนกลับไปในปี 2019 เมื่อ GT Association และ DTM ร่วมกันสร้าง Technical Regulations ที่เรียกว่า CLASS 1
แนวคิดสำคัญคือการขยายการใช้ชิ้นส่วนร่วม หรือ Common Parts เพื่อรักษาสมรรถนะของรถ ขณะเดียวกันก็จำกัดขอบเขตการพัฒนาและลดต้นทุน
จากพื้นฐาน CLASS 1 ทาง SUPER GT มีการปรับรายละเอียดบางส่วนให้เหมาะกับรูปแบบการแข่งขันของตัวเอง จนเกิดเป็นกฎที่เรียกว่า
CLASS 1+α
และเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2020
ส่วนที่เป็น “+α” ครอบคลุมการปรับสเปกบางอย่างให้เหมาะกับการแข่งขัน SUPER GT เช่น Fuel Tank และระบบปรับอากาศ รวมถึงอนุญาตให้ติดตั้ง Sensor ที่จำเป็นต่อการพัฒนายาง ไม่ว่าจะเป็น Ride Height, Damper Stroke และ Tire Temperature
นอกจากนี้ยังอนุญาตระบบจุดระเบิดภายนอกห้องเผาไหม้ เช่น Pre-Chamber
นี่คือพื้นฐานของ Technical Regulations สำหรับรถ GT500 ยุคปัจจุบัน
Common Parts — เมื่อหลายส่วนของรถถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ GT500 น่าสนใจ คือแม้ Toyota, Nissan และ Honda จะลงสนามด้วยรถที่มีรูปลักษณ์และเอกลักษณ์แตกต่างกัน แต่ภายในกติกามีชิ้นส่วนจำนวนมากที่ถูกกำหนดให้เป็น Common Parts
NISMO แบ่งชิ้นส่วนตามข้อกำหนดออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น
EB — Engineering Bill of Materials
SB — Specification Components
LB — Listed Components
จากข้อมูลของ NISMO เฉพาะ EB Parts มีทั้งหมด 52 รายการ คิดเป็นประมาณ 37% ของต้นทุนตัวรถ และช่วยลดต้นทุนลงประมาณ 15% เมื่อเทียบกับรถยุคก่อนหน้า
ตัวอย่าง EB Parts ที่ปรากฏในเอกสารมีทั้ง Starter, Drive Shaft, Clutch, ECU, Front Brake Disc และ Rear Wing
นอกจากนี้ Suspension รวมถึง Brake Duct ยังถูกนำมาอยู่ภายใต้ข้อกำหนดร่วมด้วย
ขณะที่ด้าน Aerodynamics ชิ้นส่วนอย่าง Splitter, Flat Floor และ Rear Diffuser ถูกกำหนด Geometry ภายใต้ SB Parts
นั่นหมายความว่า พื้นที่ซึ่งแต่ละค่ายสามารถใช้สร้างความแตกต่างของรถตัวเอง มีขอบเขตที่ชัดเจนมาก
Fairlady Z กลายเป็น Z GT500 ได้อย่างไร?
หนึ่งในขั้นตอนสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า Scaling
แทนที่จะนำตัวถัง Production Car มาขยายโป่งตามต้องการ รูปทรงของรถต้นแบบจะถูกปรับตามขั้นตอนที่กฎ GT500 กำหนด เพื่อให้เข้าสู่มิติของรถแข่ง
เมื่อเปรียบเทียบ RZ34 Fairlady Z กับ Nissan Z GT500 ความแตกต่างจะเห็นได้ชัดเจน
Production Car มีความยาว 4,388 มม.
GT500 ยาว 4,650 มม.
เพิ่มขึ้น 262 มม.
ความสูงจาก 1,315 มม.
ลดลงเหลือ 1,150 มม.
เตี้ยลง 165 มม.
ความกว้างจาก 1,845 มม.
เพิ่มเป็น 1,950 มม.
กว้างขึ้น 105 มม.
และ Wheelbase จาก 2,550 มม.
เพิ่มเป็น 2,750 มม.
ยาวขึ้น 200 มม.
ผลลัพธ์คือ Z GT500 ที่ยังคงภาพลักษณ์ของ Fairlady Z เอาไว้ แต่มีสัดส่วนที่ ยาวกว่า กว้างกว่า และเตี้ยกว่า รถ Production อย่างชัดเจน
Kiga อธิบายว่า จุดประสงค์ของ Scaling คือพยายามลดความแตกต่างด้าน Aerodynamics ที่เกิดจากรูปทรงของ Base Car แต่ละรุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้รถหลายประเภทและผู้ผลิตหลายรายสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้
และผลที่ตามมาคือ รถ GT500 ทุกคันมีสัดส่วนที่ดูเป็น Racing Car อย่างเต็มตัว ขณะเดียวกันก็ยังรักษาภาพลักษณ์ของรถ Production ต้นแบบเอาไว้
แต่พื้นที่ทำ Aero ไม่ได้เปิดให้พัฒนาได้ทั้งคัน
นี่คือส่วนสำคัญ
บนตัวรถ GT500 มีเส้นที่เรียกว่า Design Line ซึ่งเชื่อมบริเวณ Fender Arch ด้านหน้าและด้านหลัง
พื้นที่เหนือ Design Line จะต้องรักษารูปทรงภายนอกของ Base Car ที่ผ่านกระบวนการ Scaling เอาไว้
ส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนเหนือเส้นนี้มีเพียงบางตำแหน่ง เช่น
Outlet Duct บนฝากระโปรงสำหรับระบายอากาศ
Cooling Duct บริเวณ Rear Hatch
และ Mirror Stay
แต่แม้แต่พื้นที่เหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาด พื้นที่เปิด และรูปทรง
ส่วนช่องรับอากาศสำหรับ Radiator, Intercooler, Brake และ Engine Intake ก็ถูกจำกัดพื้นที่ของช่องเปิดเช่นเดียวกัน
ขณะที่อุปกรณ์ Aero ใต้รถอย่าง Splitter, Floor และ Rear Diffuser ถูกกำหนด Geometry เอาไว้ในฐานะ SB Parts
รวมถึง Rear Wing และ Stay ที่ใช้ร่วมกัน
เมื่อส่วนสำคัญเหล่านี้ถูกกำหนดไว้แล้ว พื้นที่ Aero ที่สามารถพัฒนาได้จริงจึงเหลืออยู่เพียงบางตำแหน่ง
และสองจุดที่ NISMO ให้ความสำคัญคือ
Flick Box และ Lateral Duct
Flick Box — จัดการกับอากาศบริเวณล้อหน้า
Flick Box อยู่บริเวณมุมซ้ายและขวาของ Front Spoiler
นอกจากมีส่วนช่วยนำกระแสอากาศเข้าสู่ Splitter ใต้ด้านหน้ารถแล้ว NISMO ยังออกแบบบริเวณนี้โดยมีเป้าหมายในการช่วยระบายอากาศออกจาก Wheel House
เมื่อล้อหมุนด้วยความเร็วสูง กระแสอากาศภายในซุ้มล้อจะเกิดการรบกวน
NISMO จึงใช้ Canard สร้างกระแสอากาศปั่นป่วน เพื่อช่วยส่งเสริมการระบายอากาศที่ถูกรบกวนจากการหมุนของล้อออกจาก Wheel House
ดังนั้น Flick Box ที่เราเห็นเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ บริเวณมุมหน้ารถ จึงมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกระแสอากาศรอบล้อหน้าด้วย
Lateral Duct — ไม่ได้สร้าง Downforce ด้วยตัวมันเอง
อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Lateral Duct บริเวณด้านข้างใต้ประตู
Kiga อธิบายชัดเจนว่า Lateral Duct ไม่ใช่ชิ้นส่วนที่สร้าง Downforce ด้วยตัวมันเอง
หน้าที่ของมันคือช่วยควบคุมกระแสอากาศบริเวณใต้ท้องรถ
NISMO ต้องการดึงอากาศที่ไหลผ่านด้านล่างของ Front Splitter ออกทางด้านข้างและยกกระแสอากาศขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้าง Downforce บริเวณใต้ด้านหน้ารถ
ในเวลาเดียวกัน Fence ยังทำหน้าที่กั้นและจัดทิศทางของอากาศให้ไหลต่อไปยัง Diffuser ที่อยู่บริเวณท้ายรถ
เป้าหมายคือส่งเสริมการไหลของอากาศจากด้านข้างเข้าสู่บริเวณใต้ท้องรถ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Diffuser
เพราะฉะนั้น หากมองเฉพาะ Lateral Duct เพียงชิ้นเดียว เราอาจไม่เห็นภาพทั้งหมด
สิ่งที่ NISMO กำลังพัฒนาคือ การควบคุม Airflow ของรถทั้งระบบ
จากด้านหน้า ผ่านใต้ท้องรถ ไปจนถึง Diffuser ด้านหลัง
ทำไมการพัฒนา Aero ปี 2026 จึงสำคัญมาก?
ที่ผ่านมา GT500 อนุญาตให้มีการ Update ด้าน Aerodynamics ทุกๆ 2 ปี
และ ปี 2026 คือปีที่เปิดให้มีการพัฒนา
แต่ครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ
เพราะหลังจากการ Update รอบนี้ มีข้อตกลงให้ Freeze การพัฒนาด้าน Aerodynamics ต่อไปอีก 4 ปี
Kiga ยอมรับว่า NISMO ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครั้งนี้อย่างมาก และใช้เวลาพิจารณารายละเอียดต่างๆ เป็นเวลานาน
ทีมกำหนดเป้าหมายทั้ง Downforce และ Drag เอาไว้ และสามารถทำตัวเลขได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านการแข่งขัน Round 1 และ Round 2 เขาก็พูดติดตลกว่า
“มีรถบางคันเร็วเกินไปหน่อย(笑)”
ในช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์ก่อน Round 4 ทีมยังมองเห็นโอกาสที่จะเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนา และยกระดับตัวเลขได้อีก
ภายใต้กติกาที่จำกัดพื้นที่พัฒนาขนาดนี้ ความแตกต่างเล็กๆ จึงสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ในสนามได้
เรื่องเล็กๆ ของ “ประกายไฟ” ที่มีความเป็น NISMO
ท่ามกลางเรื่อง Technical ทั้งหมด Kiga ยังเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเอาไว้
เวลารถ GT500 วิ่ง Qualifying เรามักเห็นประกายไฟจำนวนมากออกมาจากบริเวณใต้ด้านหน้ารถ
ภาพดังกล่าวทำให้ดูเหมือนรถถูกเซ็ต Ride Height ต่ำมากจนด้านหน้าสัมผัสกับพื้น
NISMO จึงเคยเปลี่ยน “摺り駒” หรือชิ้นส่วนบริเวณใต้ด้านหน้าที่สัมผัสกับพื้น ไปเป็นแบบที่ทำให้เกิดประกายไฟน้อยลง
แต่กลับมีเสียงตอบรับว่า
ภาพที่ NISMO วิ่งพร้อมประกายไฟแบบเดิมนั้น ดู “เป็น NISMO” มากกว่า
สุดท้ายทีมจึงกลับมาใช้แบบเดิมอีกครั้ง
Kiga เล่าเรื่องนี้พร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะพูดถึงอีกด้านหนึ่งว่า
ประกายไฟเหล่านั้นทำให้มองเห็นการไหลของอากาศได้ด้วย…
เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่อาจไม่ได้ทำให้รถเร็วขึ้น
แต่สะท้อนเสน่ห์บางอย่างของรถแข่ง NISMO ได้อย่างน่าสนใจ
GT500 — ความเร็วที่ต้องค้นหาภายในกรอบของกติกา
เมื่อเข้าใจเบื้องหลังเหล่านี้ Nissan Z GT500 คันเดิมอาจดูต่างออกไปจากที่เราเคยมอง
เพราะรถคันนี้ไม่ได้เกิดจากการที่วิศวกรสามารถออกแบบทุกอย่างได้อย่างอิสระ
หลายส่วนถูกกำหนดเป็น Common Parts
บางส่วนมี Geometry ที่กำหนดไว้
พื้นที่เหนือ Design Line แทบไม่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้
และพื้นที่สำหรับการพัฒนา Aerodynamics เหลืออยู่เพียงบางตำแหน่ง
ดังนั้นโจทย์ของ NISMO จึงไม่ใช่แค่
“จะสร้าง Downforce ให้มากขึ้นได้อย่างไร?”
แต่คือ
“ภายในพื้นที่ที่กติกาอนุญาต เราจะทำให้ Airflow ทั้งคันทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นอีกแค่ไหน?”
เพราะในโลกของ GT500 ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ปีกหลังขนาดใหญ่ซึ่งทุกคนมองเห็น
แต่อาจซ่อนอยู่ใน Flick Box เล็กๆ บริเวณมุมกันชน
การระบายอากาศออกจาก Wheel House
หรือ Lateral Duct ใต้ประตูที่ทำหน้าที่ควบคุมอากาศไปยังส่วนอื่นของรถ
เมื่อทุกค่ายต้องแข่งขันอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน
พื้นที่เพียงไม่กี่จุดที่กติกายังเปิดให้พัฒนา จึงกลายเป็นสนามแข่งขันของวิศวกรไปพร้อมกับสนามแข่งจริง
และนี่คืออีกด้านหนึ่งของ Nissan Z GT500 ที่เราแทบมองไม่เห็นจากภายนอก
Source: auto sport web Japan
Technical Material: NISMO / Nissan Motorsports & Customizing (NMC)
ข้อมูลจากการบรรยายของ Shinichi Kiga, Chief Motorsport Officer (CMO), NMC