17/07/2026
สร้างสถานีชาร์จสาธารณะ ต้องขออัตราไฟ EV Low Priority หรือไม่? ถ้าไม่ได้เรตนี้จะไม่คุ้มจริงหรือ?
การลงทุนสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ ไม่ได้มีเพียงต้นทุนค่าตู้ชาร์จ หม้อแปลง ระบบไฟฟ้า และค่าก่อสร้างเท่านั้น แต่สิ่งที่ส่งผลต่อกำไรในระยะยาวอย่างมากคือ ประเภทอัตราค่าไฟฟ้าที่สถานีได้รับ
อัตราที่ผู้ลงทุนมักพูดถึงคือ EV Low Priority ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับสถานีอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะโดยเฉพาะ
EV Low Priority คืออะไร?
คำว่า Low Priority หมายถึง การใช้ไฟฟ้าของสถานีชาร์จถูกจัดเป็นโหลดที่มีความสำคัญลำดับรอง เมื่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่มีข้อจำกัด การไฟฟ้ามีสิทธิควบคุม ปรับลด หรือตัดโหลดของสถานีชาร์จชั่วคราว เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบและไม่ให้กระทบผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น
เพื่อแลกกับเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ประกอบการจะได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะกับธุรกิจสถานีชาร์จมากกว่าอัตรากิจการทั่วไป โดยอัตราค่าไฟฟ้าฐานของ Public EV Charger แบบ Low Priority อยู่ที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย มีค่าบริการรายเดือน 312.24 บาท และคิดค่า Ft ตามที่ กกพ. กำหนด โดยไม่มีค่าความต้องการพลังไฟฟ้า หรือ Demand Charge
สำหรับช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ค่า Ft อยู่ที่ 0.1623 บาทต่อหน่วย ดังนั้นต้นทุนค่าพลังงานก่อน VAT จะอยู่ที่ประมาณ 3.0785 บาทต่อหน่วย และประมาณ 3.29 บาทต่อหน่วยเมื่อรวม VAT ทั้งนี้ยังไม่รวมเงื่อนไขเฉพาะของระบบมิเตอร์หรือการสูญเสียในหม้อแปลงของแต่ละสถานี
สถานีแบบใดจึงมีโอกาสได้รับ EV Low Priority?
การยื่นขอไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติโดยอัตโนมัติ สถานีจะต้องมีลักษณะเป็นสถานีชาร์จสาธารณะอย่างชัดเจน เช่น
เปิดให้บุคคลทั่วไปใช้บริการ ไม่จำกัดเฉพาะสมาชิก พนักงาน หรือรถของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ไม่จำกัดเฉพาะรถยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง
มีป้ายระบุว่าเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ
ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้
มีช่องทางเริ่มชาร์จ เช่น Application, QR Code หรือ RFID
ตู้ชาร์จต้องต่อผ่านมิเตอร์เฉพาะ ไม่ควรนำร้านค้า เครื่องปรับอากาศ หรือโหลดอื่นมาต่อรวมกับมิเตอร์สถานีชาร์จ
ต้องยอมรับเงื่อนไขให้การไฟฟ้าปรับลดหรือตัดโหลดได้
ระบบไฟฟ้า ตู้ชาร์จ และเอกสารวิศวกรรมต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของการไฟฟ้า
เอกสารที่ใช้ยื่นโดยทั่วไปประกอบด้วย Layout สถานี, Single Line Diagram, Load Schedule, รายการคำนวณทางไฟฟ้า, Specification ของตู้ชาร์จ และเอกสารการจดแจ้งหรือใบอนุญาตด้านกิจการพลังงานตามขนาดของโครงการ
ถ้าไม่ได้ EV Low Priority จะไม่คุ้มจริงหรือ?
คำตอบคือ ไม่ถึงกับไม่คุ้มทุกกรณี แต่ความเสี่ยงที่จะไม่คุ้มจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสถานี DC Fast Charge ที่ยังมีปริมาณรถเข้าใช้งานไม่สม่ำเสมอ
หากสถานีไม่ได้อัตรา EV Low Priority อาจต้องใช้อัตรากิจการปกติหรืออัตรา TOU ซึ่งคิดค่าไฟแยกช่วง Peak และ Off-Peak และในหลายประเภทมี Demand Charge คิดจากกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในรอบบิล
ตัวอย่างอัตรากิจการขนาดกลางแรงดันต่ำกว่า 22 kV มีค่าพลังงานประมาณ 4.3297 บาทต่อหน่วยช่วง Peak และ 2.6369 บาทต่อหน่วยช่วง Off-Peak พร้อม Demand Charge 210 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อเดือน โดยยังต้องบวกค่า Ft และ VAT เพิ่มเติม
ตัวอย่างเปรียบเทียบสถานีขนาด 240 kW
สมมติสถานีขายไฟได้ 20,000 หน่วยต่อเดือน มีการใช้ไฟครึ่งหนึ่งในช่วง Peak ครึ่งหนึ่งในช่วง Off-Peak และเกิด Maximum Demand 200 kW
กรณีได้รับ EV Low Priority
ค่าไฟรวม VAT โดยประมาณอยู่ที่ 66,214 บาทต่อเดือน
กรณีใช้อัตรา TOU ปกติ
เมื่อรวมค่าพลังงาน ค่า Demand Charge และ VAT ค่าไฟอาจอยู่ที่ประมาณ 123,290 บาทต่อเดือน
ต่างกันประมาณ 57,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 680,000 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อแสดงผลกระทบของโครงสร้างค่าไฟ โดยค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับประเภทผู้ใช้ไฟ ระดับแรงดัน กำลังไฟสูงสุด สัดส่วนการชาร์จช่วง Peak และเงื่อนไขของการไฟฟ้าในพื้นที่
ทำไม Demand Charge จึงเป็นความเสี่ยงของสถานีชาร์จ?
ตู้ชาร์จ DC ใช้กำลังไฟสูง แม้จะมีรถเข้าชาร์จเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เมื่อหลายหัวชาร์จทำงานพร้อมกัน อาจทำให้ค่า Maximum Demand สูงขึ้นทันที
ปัญหาคือ สถานีอาจขายไฟได้ไม่มากตลอดทั้งเดือน แต่ยังต้องจ่าย Demand Charge จากกำลังไฟสูงสุดที่เกิดขึ้น จึงทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงมากในช่วงเริ่มต้นที่จำนวนผู้ใช้บริการยังน้อย
EV Low Priority จึงมีประโยชน์สำคัญ เพราะช่วยตัดความเสี่ยงเรื่อง Demand Charge และทำให้เจ้าของสถานีคำนวณกำไรต่อหน่วยได้ง่ายขึ้น
กรณีไม่ได้ Low Priority แต่ยังสามารถคุ้มได้
สถานีที่ไม่ได้อัตราพิเศษยังมีโอกาสคุ้ม หากมีองค์ประกอบสนับสนุน เช่น
มีรถเข้าใช้บริการจำนวนมากและสม่ำเสมอ
ลูกค้าส่วนใหญ่ชาร์จในช่วง Off-Peak
ค่าเช่าพื้นที่ต่ำหรือเป็นที่ดินของตนเอง
สถานีตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถตั้งราคาขายสูงขึ้นได้
มีรายได้จากร้านอาหาร ร้านค้า ที่จอดรถ หรือบริการอื่นร่วมด้วย
มีระบบบริหารโหลด ป้องกันไม่ให้ตู้หลายเครื่องดึงกำลังสูงสุดพร้อมกัน
เลือกขนาดตู้ชาร์จและหม้อแปลงให้สัมพันธ์กับจำนวนรถจริง ไม่ลงทุนขนาดใหญ่เกินความต้องการ
ดังนั้น ประโยคที่ว่า “ไม่ได้ EV Low Priority แล้วสถานีจะไม่คุ้ม” ไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่สำหรับสถานีชาร์จสาธารณะที่ลงทุนเพื่อหารายได้จากการขายไฟโดยตรง การได้รับ EV Low Priority ถือเป็นแต้มต่อสำคัญมาก เพราะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย ลดภาระค่า Demand Charge และทำให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลง
สรุป
ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องชาร์จหรือเริ่มก่อสร้าง ผู้ลงทุนควรตรวจสอบกับการไฟฟ้าในพื้นที่ก่อนว่า
พื้นที่สามารถรองรับกำลังไฟที่ต้องการได้หรือไม่
สถานีมีคุณสมบัติยื่นขอ EV Low Priority ครบหรือไม่
ต้องติดตั้งมิเตอร์หรือหม้อแปลงขนาดเท่าใด
มีค่าใช้จ่ายขยายเขตระบบไฟฟ้าเพิ่มเติมหรือไม่
หากไม่ได้ Low Priority ต้นทุนค่าไฟและ Demand Charge จะกระทบระยะคืนทุนมากเพียงใด
สถานีชาร์จที่คุ้ม ไม่ได้เริ่มจากการเลือกตู้ที่แรงที่สุด แต่เริ่มจากการออกแบบระบบไฟ อัตราค่าไฟ จำนวนหัวชาร์จ และโมเดลรายได้ให้เหมาะกับทำเลตั้งแต่ก่อนลงทุน
___________________________-
สนใจธุรกิจสถานีชาร์จ สร้างสถานีชาร์จ EV
ปรึกษาเรา Gpower
ไลน์
TEL 0812688890 0898918180