26/08/2022
อย่างทุกครั้ง กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นกำลังมาแรง และความสนใจในตัวของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV นั้นก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความใหม่ของนวัตกรรมจึงไม่แปลกที่จะมีคำถามที่น่าสนใจเข้ามาอยู่เรื่อยๆ
ซึ่งหนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยและอยากได้คำตอบอยู่เสมอนั้นก็คือ หากจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าควรซื้อเลยดีไหม? หรือหากจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นคันแรกจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง? ซึ่งวันนี้ EV Eagle Views ก็ได้รวบรวมคำตอบส่วนใหญ่เอาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเป็นอย่างแรกเลยนั้นก็คือการศึกษาเรื่องของ “ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งประเภทหลักๆ ของรถยนต์ไฟฟ้าก็มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท ในแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันตั้งแต่น้อยจนถึงมาก และความแตกต่างที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีคำจำกัดความตายตัว เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าใครชอบรถแบบไหน ยังไงก็ตาม เราไปดูความแตกต่างนั้นพร้อมๆ กันดีกว่าครับ
ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า
1. รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicles : HEV, HEVs)
ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นลูกครึ่ง ที่ยังคงมีทั้งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งรับบทอาศัยทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนหลัก ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ที่เพิ่มเข้ามา
ถึงแม้ว่ารถแบบไฮบริดจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่ารถยนต์ตามปกติ แต่รถแบบไฮบริดนี้เองยังไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟโดยตรงเป็นของตัวเอง จึงยังทำให้รถแบบนี้ต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันอยู่เหมือนเดิม
2. รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicles : PHEV, PHEVs)
รถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้ เป็นแบบที่ได้รับการพัฒนามาจากรถไฮบริด (HEV) ซึ่งยังคงใช้รูปแบบแหล่งพลังงานจากทั้ง 2 ระบบเช่นเดิม มีทั้งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แต่รถไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดได้เพิ่มระบบช่องเสียบชาร์จไฟฟ้าภายนอก (Plug-in) เพิ่มเข้ามากับตัวรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งแตกต่างจากแบบไฮบริดที่ไม่มีช่องเสียบสายชาร์จ
นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดสามารถขับขี่ได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ในระยะทางเเละความเร็วที่มากกว่ารถไฟฟ้าประเภทไฮบริดปกติ ก็เพราะตัวรถสามารถชาร์จเพิ่มประจุไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าภายนอกมาเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ของตัวรถไฟฟ้าได้ โดยมีระยะทางวิ่งสูงสุดด้วย EV Mode อยู่ที่ 25-50 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
นอกเหนือจากนี้ รถไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด ยังแบ่งรูปแบบการใช้พลังงานของตัวรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 2 แบบย่อย นั้นก็คือ ประเภทที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักก่อน หรือแบบ Extended Range EV (EREV) และประเภทที่ใช้พลังงานผสมผสานทั้งเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้า หรือแบบ Blended PHEV
3. รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles : BEV, BEVs)
รถยนต์ไฟฟ้า ประเภทนี้เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้าที่จะออกแบบให้ไม่มีเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป จะมีเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก พร้อมกับใช้พลังงานไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่ที่ได้จากการเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้า (Wall Charger) ในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่เท่านั้น
ส่งผลทำให้นอกจากจะไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศอีกต่อไปแล้ว ยังสามารถชาร์จประจุพลังงานไฟฟ้าได้ตลอดตามต้องการจากทั้งจุดชาร์จไฟฟ้าภายในที่พักอาศัย หรือจุดบริการจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ระยะทางในการวิ่งของรถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ที่มีเพียงมอเตอร์ไฟฟ้าและเเบตเตอรี่แบบเพียวๆ จะขึ้นอยู่กับความจุไฟฟ้าและชนิดของแบตเตอรี่ที่ทำหน้าที่กักเก็บและสำรองพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนตัวรถ รวมถึงการออกแบบน้ำหนักบรรทุกของตัวรถร่วมด้วย โดยปกติแล้วรถแบบนี้จะมีระยะทางวิ่งสูงสุด 300-600 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
4. รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicles : FCEV, FCEVs)
รถยนต์ไฟฟ้าที่ประเภทนี้เป็นการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel) ที่มีบรรจุอยู่แล้วในถังเก็บความดันสูงของตัวรถ มาเป็นเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นในการทำปฏิกริยาเคมีกับออกซิเจน (Oxygen) จากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติรอบตัวรถเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนตัวมอเตอร์ไฟฟ้า และการทำงานส่วนอื่นๆ ของรถ
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่อาจจะต้องนำมาคิดหนักในการเลือกซื้อรถประเภทนี้ก็เพราะการจะเข้าเติมไฮโดรเจนจากสถานที่ให้บริการในการเติมไฮโดรเจนได้นั้นมีน้อย เมื่อเทียบกับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ทั่วไป
สิ่งที่ต้องศึกษาเป็นอย่างที่สอง นั้นก็คือเรื่องของ “ระบบชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งสิ่งนี้แน่นอนว่าในรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละคันนั้นย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ถ้าแบตเตอรี่ของรถยนต์ที่เราถูกใจมีน้อยเราจะมีวิธีแก้ปัญหายังไงได้บ้าง? EV Eagle Views ได้ไปหาคำตอบสำหรับเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับระบบชาร์จไฟแบบต่างๆ มาแล้วเช่นกันครับ
ระบบชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า
1. ระบบชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน
- ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้าควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 30A ซึ่งโดยทั่วไปมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับบ้านพักอาศัยจะใช้แบบ 15A
- ตู้ควบคุมไฟฟ้า (Main Distribution Board : MDB)
ภายในตู้ต้องมีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker สำหรับควบคุมวงจรชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า แบบ 1P ขนาด 16A จำนวน 1 ลูก
- สายเมนไฟฟ้า (Main Circuit Breaker : MCB)
เพิ่มขนาดสายเมนให้รองรับกับกระแสไฟฟ้าที่ใช้เพิ่มขึ้น เช่น หากเพิ่มมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบ 30 (100) A ต้องเพิ่มสายเมนไฟฟ้าเป็นแบบ 100 A ด้วยเช่นกัน
- เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD)
เครื่องตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติต้องเป็นแบบ Type B แต่หากสายชาร์จแบบพกพา (EVSE) มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่วแบบ Type B อยู่ภายในสายชาร์จอยู่แล้ว ไม่ต้องติดตั้งตัวตัวไฟเพิ่ม
- เต้ารับ (EV Socket)
เต้าเสียบสายชาร์จไฟฟ้าต้องเป็นแบบชนิด 3 รู หรืออาจมีลักษณะรูปร่างของเต้ารับตามที่แต่ละผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากำหนด โดยต้องทนกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 16A
2. สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
อีกหนึ่งตัวแปรที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนตำฟฟ้า นั้นก็คือ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ซึ่งมีให้บริการอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อ 7-11 โดยในปัจจุบันมีให้บริการทั้งแบบช่องชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charger) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-8 ชั่วโมง และช่องชาร์จเแบบเร็ว (Quick Charger) จะใช้เวลาชาร์จอย่างน้อย 30-40 นาที ด้วยหัวชาร์จมาตรฐาน 3 แบบ ได้แก่ CHAdeMO, CCS (Type 1, Type 2) และ AC (Type 1, Type 2)
ในขณะที่จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจบุันมีเปิดให้บริการทั่วประเทศทั้งแบบให้บริการฟรี และแบบมีค่าใช้จ่าย จากทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และสั่งจ่ายไฟฟ้าของประเทศไทย เช่น MEA EV โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) PEA VOLTA โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ EleX by EGAT โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
รวมถึงจุดบริการของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น EV Station PluZ PPT Station หรือ ปตท. ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมัน “พีทีที สเตชั่น” และ “EA Anywhere” ของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ที่รวมแล้วมีให้บริการมากกว่าหนึ่งพันจุดบริการ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีสถานีชาร์จรถอีวี (EV) ในระหว่างเส้นทางการเดินทางอย่างแน่นอน
โดยจากข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ Electric Vehicle Association Of Thailand (EVAT) เปิดเผยว่า ในปี 2564 มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) จำนวน 693 แห่ง และหัวจ่ายไฟรวม 2,285 พร้อมให้บริการทั่วประเทศ และตัวเลขจุดชาร์จไฟรถ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565
แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า EV อาจจะมีระยะขับขี่ที่จำกัดและน้อยกว่ารถยนต์แบบสันดาปที่ใช้น้ำมันเครื่องทั่วไป ทำให้ในการเดินทางไกลระหว่างจังหวัดในแต่ละครั้ง อาจต้องวางแผนล่วงหน้าสำหรับการแวะชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ EVs จากสถานีเติมประจุไฟฟ้าที่กระจายตัวให้บริการอยู่ทั่วประเทศ อย่างน้อย 30-40 นาทีต่อครั้งสำหรับจุดชาร์จแบบ Quick Charge ซึ่งสามารถตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้ง รูปแบบหัวจ่ายชาร์จไฟที่มีให้บริการ และจองคิวเข้าใช้บริการได้ล่วงหน้า หรือเข้าใช้บริการทันทีผ่านแอปพลิเคชั่นได้
สรุปแล้ว ถ้าจะออกรถยนต์ไฟฟ้าเป็นคันแรกนั้นสามารถทำได้เลย แต่ถ้าเอาให้ดีและไม่ต้องมานั่งเสียดายที่หลัง ก็จำเป็นต้องศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าให้ถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเภทรถ หรือเรื่องของที่ชาร์จ ทั้งระยะทางและค่าใช้จ่าย
ผู้เขียน : อินทรีจะบิน
อ่านบทความอื่นๆ : www.evplaza.com
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://bit.ly/3PGkyKT